งอวี้ติ่งเจินเหรินที่อยู่ข้างๆ แล้วเอ่ยปากอย่างร้อนรน“ท่านเจินเหริน! คือว่า……”ปลายนิ้วของเขาทะลุผ่านแขนของอวี้ติ่งเจินเหรินราวกับไม่มีอะไรอยู่เหมือนกับการใช้มือไปสัมผัสภาพโฮโลแกรมที่ไม่มีอยู่จริง นอกจากการรบกวนของแสงเล็กน้อย ปลายนิ้วของหลินชีเยี่ยไม่รู้สึกถึงการสัมผัสวัตถุจริงๆ เลยเขายืนนิ่งอยู่กับที่อวี้ติ่งเจินเหรินที่กำลังสนทนากับจื่อเวยซิงจวินอยู่ข้างๆ หันมามองที่หลินชีเยี่ยอย่างสงสัย “เป็นอะไรหรือ?”หลินชีเยี่ยจ้องมองปลายนิ้วของตัวเองอย่างเหม่อลอย ใช้เวลาครู่ใหญ่กว่าจะตอบสนอง ดวงตาเผยความท้อแท้และขมขื่นที่ไม่เคยมีมาก่อน เขาหลับตาลงและส่ายหน้าอย่างจนปัญญา “เปล่าครับ… ผมแค่หิวนิดหน่อย”“หิวรึ?” จื่อเวยซิงจวินหัวเราะ “เดี๋ยวพอนั่งลงแล้ว จะมีท้อสวรรค์ให้เจ้ากิน พอกินเสร็จ เจ้าจะไม่รู้สึกหิวไปอีกหลายปีเลย”หลินชีเยี่ยฝืนยิ้มที่มุมปากสายตาของเขากวาดมองไปรอบๆ สีหน้าซับซ้อนขึ้นเขาเตะก้อนหินเล็กๆ ใต้เท้าออกไปอย่างไม่ใส่ใจ มันตกลงบนตัวนกกระเรียนที่อยู่ข้างๆ ก้อนหินลอยผ่านร่างของมันไปเบาๆ ราวกับผ่านเงาลวงตานกกระเรียนตัวนั้นดูเหมือนจะไม่รู้สึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเลย มันกระพือปีกเบาๆ สองสามที แล้วคาบหญ้าวิเศษที่มีพลังวิเศษลอยฟุ้งบินขึ้นสู่ท้องฟ้าสดใส‘เป็นอย่างที่คิดจริงๆ’‘ไม่มีการเดินทางข้ามเวลา ไม่มีการย้อนเวลา ทุกสิ่งที่นี่เป็นเพียงภาพตัดตอนที่เคยมีอยู่ในสายธารแห่งกาลเวลาเท่านั้น’สัตว์วิเศษ เ