ความมืดมิดยังคงพันธนาการซากศพของม้าพยศไว้อย่างแน่นหนา ไม่ได้สลายไปเฉินหานยื่นมือขวาออกไป สอดเข้าไปในซากศพของม้าพยศ ปลายนิ้วค่อยๆ คลำหาอย่างระมัดระวัง ราวกับกำลังมองหาบางสิ่งในที่สุด เฉินหานก็ดึงมือขวาออกมาจากร่างของม้า ในมือกำลังถือลูกแก้วสีเทาที่เปล่งแสงริบหรี่“สิ่งลี้ลับไม่มีสิทธิ์เข้าสู่วัฏสงสาร……จงสลายไปซะ” เฉินหานบีบลูกแก้วสีเทา มันแตกสลายกลายเป็นประกายแสงเล็กๆ จางหายไปในอากาศ“ร่างของแก ฉันขอยืมใช้นะ” เขาเอ่ยเสริมแผ่วเบาเฉินหานก้มหน้าลง จ้องมองซากศพม้าพยศที่อยู่แทบเท้า ก่อนจะดีดนิ้วเบาๆเป๊าะ!เปลวไฟสีม่วงพวยพุ่งขึ้นเหนือซากศพม้า แทนที่เปลวไฟแห่งชีวิตที่โปร่งแสง ลุกโชนอย่างเงียบงันและน่าพิศวงซากศพม้าพยศพลันลุกขึ้น ยืนแข็งทื่ออยู่บนพื้นหิมะ ต่อมา เปลวไฟสีม่วงสองดวงก็ลุกโชนขึ้นในเบ้าตาที่ว่างเปล่าราวกับเป็นม้าทมิฬแห่งนรกที่ฟื้นคืนชีพ ยืนนิ่งอยู่ตรงหน้าเฉินหานเขาสะบัดเศษเลือดที่ติดอยู่บนมือออก สีหน้าแสดงความรังเกียจ“ดูเหมือนว่าคราวหน้าต้องใส่ถุงมือแล้ว……”เขาจับขนแผงคอของม้าทมิฬแห่งยมโลกไว้ข้างหนึ่ง กระโดดขึ้นไปนั่งบนหลังมันแผ่วเบาด้านข้าง คนทั้งสี่ที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดเบิกตากว้างด้วยความตกใจ“ฆ่าสิ่งลี้ลับขั้นพิภพด้วยดาบเดียว แล้วยังขี่ศพของมันอีก?” ซูเจ๋อเอ่ยอย่างไม่อยากเชื่อ “นี่มันวิปริตเกินไปแล้วนะ?”“……ขอร้องละ พูดจาให้มันน่าฟังหน่อยได้ไหม?” ซูหยวนมองอีกฝ่ายอย่างรังเกียจ“ชีวิต