นข้างประตูตู้โดยสาร เขามองผ่านกระจกกลมบนประตูเงยหน้ามองแสงจันทร์ ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่หลูเป่าโย่วหนีออกจากบ้านมานานแล้ว เงินที่หาได้ระหว่างทางก็ใช้จนหมดเกลี้ยง เขาคิดว่าเมื่อมาถึงเมืองหลวงแล้วคงไม่ต้องใช้เงินอีก แต่ใครจะรู้ว่าเขากลับถูกไล่ออกจากค่ายฝึกอบรม จนต้องจำใจเดินทางกลับบ้านเงินที่เหลือติดตัวไม่พอซื้อตั๋วนอนหรือที่นั่งธรรมดา เขาจึงต้องซื้อตั๋วยืนอย่างฝืดเคือง พร้อมกับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปหนึ่งถ้วยเล็กๆขณะที่รถไฟแล่นไป ดวงจันทร์นอกหน้าต่างค่อยๆ ถอยหลังและหายไปจากสายตาของหลูเป่าโย่ว เขาถอนหายใจอย่างจนปัญญา หลับตาลงและค่อยๆ จมลงสู่ห้วงนิทรา……ทันใดนั้น ขณะที่เขากำลังจะหลับ เสียงร้องไห้ของเด็กพลันดังแหลมและอึกทึกขึ้นจากตู้โดยสารด้านหลัง รบกวนเวลาหลับนอนของทุกคนหลูเป่าโย่วขมวดคิ้วโดยอัตโนมัติ ความโหดร้ายในใจเริ่มปะทุขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่ เขาหันไปมองตู้โดยสารด้านหลังเห็นเด็กคนหนึ่งกำลังชี้ไปที่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในมือของชายที่นั่งข้างๆ พลางร้องไห้โวยวายในดวงตาของเขา มีประกายแสงสีแดงเข้มปรากฏขึ้นเล็กน้อยแต่ในที่สุด เขาก็ไม่ได้ลุกขึ้น ทว่ากลับหลับตาลง สูดหายใจลึก พยายามกดข่มความหงุดหงิดและโกรธเคืองในใจลง ท่ามกลางเสียงโวยวายไร้เหตุผลของเด็กน้อย จิตใจของหลูเป่าโย่วกลับสู่ความสงบอีกครั้ง“นายยอมรับมันได้เหรอ?”เสียงหนึ่งดังก้องขึ้นในความคิดของเขาอย่างกะทันหันดวงตาของหลูเป่าโย่วเบิกกว้างข