วกเขาก็ไม่รังเกียจที่จะชักดาบออกมา สวมบทบาทหน่วยพิฆาตอสูรสักครั้งทั้งสองเดินตามเส้นทางบนภูเขาเป็นเวลานาน ผ่านสุสานแล้วสุสานเล่า จนกระทั่งป้ายหยกที่เอวของทั้งสองเริ่มเปล่งแสงสว่างขึ้นเล็กน้อย ในที่สุดก็มองเห็นแสงสว่างเลือนรางลอยมาจากป่าลึกเบื้องหน้านั่นคือบ้านโบราณสไตล์ญี่ปุ่นหลังเล็ก พื้นที่ค่อนข้างกว้างขวาง แต่ดูทรุดโทรมและเก่าแก่มาก กำแพงสีเทาเข้มล้อมรอบตัวบ้านเอาไว้ บนกำแพงเต็มไปด้วยใยแมงมุมและรอยแตกร้าว แสงสว่างรำไรลอดออกมาจากตัวบ้านหลังกำแพง ล่องลอยอยู่ในท้องฟ้ายามค่ำคืน เมื่อตัดกับป่าทึบโดยรอบ ยิ่งดูน่าขนลุกขึ้นไปอีกสถานที่แบบนี้ ไม่น่าจะเป็นที่ที่คนปกติจะอยู่อาศัยได้……เด็กหนุ่มทั้งสองเดินมาหยุดอยู่หน้าประตู อามามิยะ ฮารูกิยื่นมือเคาะประตูเบาๆ ครู่หนึ่งต่อมา ประตูก็ค่อยๆเปิดออกชายร่างกำยำ แต่ห่อหุ้มด้วยผ้าสีดำทั้งตัว ดวงตาลึกโหล ดูซูบซีดราวกับศพยืนอยู่หลังประตู ที่เอวเหน็บดาบยาวสีเทาเอาไว้ ตอนที่เห็นหน้าเขา หลินชีเยี่ยนึกว่าเจ้าของสุสานแถวนี้คลานออกมาเปิดประตูให้เสียอีกพลังจิตของหลินชีเยี่ยกวาดผ่านร่างตรงหน้าในทันที หลังจากยืนยันว่านี่เป็นคนที่ยังมีชีวิต ก็ถอนหายใจโล่งอกเล็กน้อยดวงตาเหม่อลอยของชายคนนั้นกวาดมองผู้มาเยือนทั้งสอง สุดท้ายก็หยุดอยู่ที่อามามิยะ ฮารูกิครู่หนึ่ง มือที่กำด้ามดาบอยู่คลายออกเล็กน้อย“นายนี่เอง……” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง “มาเคาะประตูตอนนี้ ฉันนึกว่าเจอ