่ข้างกาย เขาส่ายหน้าให้เธอ“รออีกสักพัก” เขากล่าว……ในม่านหมอกหลินชีเยี่ยยืนอยู่บนก้อนเมฆ กำตะเกียบไม้ในมือแน่น ค่อยๆ ยกมือขึ้น…ในตอนนั้นเอง มืออีกข้างหนึ่งก็จับข้อมือของเขาไว้ แล้วค่อยๆ วางมือของเขาลงหลินชีเยี่ยหันหน้าไป เห็นโจวผิงยืนอยู่ข้างๆ ใบหน้าที่เปื้อนเลือดกำลังยิ้มมองตาของเขา“ท่านปรมาจารย์กระบี่……” หลินชีเยี่ยตกตะลึงเขาก้มมองลงไป เห็นผิวหนังของโจวผิงกำลังเปล่งแสงสว่างเจิดจ้า ภายใต้เสื้อสีดำที่เปื้อนเลือดนั้น ตรงหน้าอกหัวใจแก้วที่เกือบโปร่งใสกำลังเต้นอย่างแรงกล้า“เก็บมันไว้ให้ดี ตอนนี้ยังไม่จำเป็นต้องใช้มัน”โจวผิงพูดจบ ก็ชะงักชั่วครู่ ราวกับกำลังลังเล หูของเขาแดงเล็กน้อย แต่ก็รวบรวมความกล้าพูดว่า “ขอบคุณพวกนาย……ฉันไม่คาดคิดว่าพวกนายจะยอมเสี่ยงอันตรายขนาดนี้เพื่อมาช่วยฉัน ฉันนึกว่าตัวเองคิดไปเองเท่านั้น……”ประโยคที่สองของโจวผิงแผ่วเบา เบาจนถูกเสียงลมรอบข้างกลบไป หลินชีเยี่ยและคนอื่นๆ ไม่ได้ยินชัด“ท่านปรมาจารย์กระบี่ คุณพูดว่าอะไรนะ?” ไป๋หลี่พั่งพั่งเอียงหูเข้าไปใกล้หูของโจวผิงยิ่งแดงขึ้น เขาสูดหายใจลึก รวบรวมความกล้า แล้วพูดเสียงดังอีกครั้ง“ฉันคิดว่า! เป็นแค่ฉันคิดไปเองเท่านั้น! ฉันนึกว่าพวกนายจะไม่มาช่วยฉัน!”เขาไม่รู้ว่าทำไมถึงพูดประโยคนี้ออกมา ทั้งๆ ที่คำพวกนี้ควรจะเก็บไว้ในใจ ทั้งๆ ที่……ไม่ใช่สิ่งที่เขากล้าพูดออกมาแต่สุดท้ายก็ยังพูดออกมา และพูดเสียงดังด้วยแต่แล้วมันจะเป็นอย่