ท์พลางถอนหายใจยาว ครุ่นคิดอยู่นาน แล้วลากกระเป๋าเดินทางกลับไปที่โกดังอีกครั้งพอเดินมาถึงหน้าประตูโกดัง โจวผิงก็สะดุ้งโหยงหลินชีเยี่ยและคนอื่นๆ นั่งอยู่หน้าประตูโกดัง ต่างก็เงยหน้ามองมาที่เขาพร้อมกัน สีหน้าประหลาดอย่างยิ่งจากนั้นไป๋หลี่พั่งพั่งก็หันไปกระซิบบอกอะไรบางอย่างกับคนอื่นๆ ทุกคนพยักหน้า แล้วต่างแยกย้ายกันไปทางอื่นราวกับไม่เห็นโจวผิงอยู่ตรงนั้นโจวผิงกัดฟัน ฝืนลากกระเป๋าเดินทางกลับเข้าไปในโกดัง ทันใดนั้นเสียงของหลินชีเยี่ยก็ดังขึ้น“ท่านปรมาจารย์กระบี่”โจวผิงชะงัก“ถ้าทำธุระเสร็จแล้ว อย่าลืมออกมากินข้าวกลางวันด้วยกันนะครับ” หลินชีเยี่ยพูดอย่างจริงจัง “วันนี้ผมลองทำมะเขือเทศผัดไข่ อยากให้คุณช่วยชิมหน่อย ดูว่าเทียบกับฝีมืออาสามได้ไหม?”โจวผิงหันกลับมามองอย่างมึนงง เห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของเด็กหนุ่ม จึงเงียบไปครู่หนึ่งแล้วพยักหน้า“ได้”ครึ่งชั่วโมงต่อมาทั้งหกคนวางตะเกียบลง พร้อมกับเรอออกมาอย่างไม่ได้ตั้งใจระหว่างนั้น หลินชีเยี่ยและคนอื่นๆ ต่างก็รู้กาลเทศะ ไม่พูดถึงเรื่องที่โจวผิงลากกระเป๋าออกไปเมื่อครู่ แต่เปลี่ยนหัวข้อสนทนาไปเป็นเรื่องการต่อสู้ที่ผ่านมาอย่างเป็นธรรมชาติ พร้อมทั้งถามความเห็นของโจวผิงไปด้วย ซึ่งอีกฝ่ายก็พูดขึ้นมาบ้างเล็กน้อย เพื่อรักษาบรรยากาศเอาไว้“ถ้ากินข้าวเสร็จแล้ว ก็เริ่มฝึกช่วงบ่ายกันเถอะ” โจวผิงมองนาฬิกาแล้วพูดเขาขนกล่องกระดาษใบใหม่ออกมาจากห้อง วางไว้ตรงหน้าทุกคน