นแทบทนไม่ไหวแล้ว เจียหลานถึงขนาดเอนพิงไหล่เขาแล้วงีบหลับไป พอได้ยินว่าไม่ต้องรออีกต่อไป ก็พยักหน้าแล้วลุกขึ้นกลับห้องของตัวเองกันหมดไฟดับลง ทั้งโกดังจมอยู่ในความมืดทันทีครึ่งชั่วโมงต่อมาเงาร่างหนึ่งค่อยๆ ผลักประตูใหญ่ของโกดังเปิดออกเขาสะพายกล่องกระบี่ ก้าวเดินเข้าไปในโกดัง แสงจันทร์สาดส่อง สะท้อนเงาของเขายาวเหยียด…“ที่นี่สินะ……” เขากวาดตามองไปรอบๆ พลางพึมพำจากนั้น ราวกับสังเกตเห็นบางอย่าง เขาย่อตัวลงกับพื้น ใช้ปลายนิ้วลูบเบาๆ บนพื้นฝุ่นบางๆ ติดอยู่ที่นิ้วมือของเขา“พื้นสกปรกมากเลย……”“การระบายอากาศก็ไม่ดี”“คราบสนิมบนผนังต้องจัดการหน่อย”“จานก็ล้างไม่ค่อยสะอาด”เขาราวกับผีที่เดินสำรวจทั่วทั้งโกดังอย่างเงียบกริบ ขมวดคิ้วเล็กน้อย“ดูเหมือนคืนนี้ต้องทำงานล่วงเวลาแล้ว……”วันรุ่งขึ้นยามเช้าตรู่เสียงเคาะประตูดังขึ้นรัวเร็วหลินชีเยี่ยลืมตาตื่น ลงจากเตียงไปเปิดประตู เห็นเฉาเยวียนยืนอยู่หน้าประตูด้วยสีหน้าประหลาด“เกิดอะไรขึ้น?” หลินชีเยี่ยถามอย่างสงสัย“เอ่อ… ทะ… ทะ… ที่นี่มีผีหลอก” เฉาเยวียนอ้ำอึ้งอยู่ครู่ใหญ่ ในที่สุดก็พูดออกมาได้หนึ่งประโยค“อะไรนะ?!” หลินชีเยี่ยอึ้งไป“นายตามฉันมาดูหน่อย”เฉาเยวียนพาหลินชีเยี่ยเดินตรงไปยังห้องครัวฝั่งตรงข้าม พลางเอ่ยว่า“ฉันตื่นมาทำกิจวัตรเช้า ว่าจะมาเตรียมอาหารเช้าก่อน พอเดินเข้าครัวมา ฉันก็เห็น……”ทั้งสองเดินไปยังห้องครัว พอเปิดประตู หลินชีเยี่ยก็ชะงักอยู่กับที่เม