ได้เจอกันอีกแล้ว” ลูกพี่หันมองหลินชีเยี่ย มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มโหดร้าย “คราวนี้หน่วยพิทักษ์ราตรีสองคนนั่นไม่อยู่ ฉันอยากรู้นักว่าใครจะช่วยแกได้?”หลินชีเยี่ยเดินเข้าไปในวงล้อม ไม่แม้แต่จะมองลูกพี่หัน แต่กลับไปนั่งลงตรงข้ามกับอันชิงอวี๋สองหนุ่มสบตากัน มุมปากปรากฏรอยยิ้มบางๆ พร้อมกัน“ไม่คิดว่าจะได้เจอนายที่นี่……ฉันนึกว่านายหายไปพร้อมกับเมืองชางหนานแล้ว” หลินชีเยี่ยกล่าวราวกับรำพึง“สิบปีก่อน ฉันบังเอิญไปเรียนหนังสืออยู่เมืองข้างๆ พอดี เลยรอดพ้นจากเหตุการณ์นั้นมาได้” อันชิงอวี๋พินิจพิจารณาหลินชีเยี่ยอยู่ครู่หนึ่ง เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “นายดูปกติกว่าที่ฉันคิดไว้นะ ไม่เหมือนคนเป็นบ้าเลย”“ฉันไม่ได้ป่วยตั้งแต่แรกอยู่แล้ว” หลินชีเยี่ยยักไหล่ “หรือพูดอีกอย่างก็คือ ฉันหายดีแล้ว”“แล้วทำไมไม่ออกไปล่ะ?”“พวกเขาบอกว่าฉันยังต้องดูอาการอยู่ ไม่ให้ฉันออกไป”“ดูอาการนานแค่ไหน?”“หนึ่งปี”“นานอยู่นะ”“อืม……”ทั้งสองคุยกันไปเรื่อยเปื่อย ราวกับว่าตอนนี้ไม่ได้อยู่ในคุกที่ถูกนักโทษล้อมไว้ แต่กำลังนั่งอยู่ในร้านกาแฟบรรยากาศดีๆ ฟังเพลงเปียโนของเบโทเฟน พลางพูดคุยกันอย่างสนุกสนานใบหน้าของลูกพี่หันเขียวซีดไปหมดปัง!ลูกพี่หันทุบกำปั้นลงบนโต๊ะอาหารอย่างแรง ทำให้โต๊ะแตกออกเป็นสองท่อนจากตรงกลาง เสียงแตกร้าวดังก้องไปทั่วโรงอาหาร เสียงสนทนาของทั้งสองคนจึงหยุดชะงักลงทันทีเขาจ้องมองทั้งสองคนแล้วพูดอย่างดุดัน “พวกแกคิดว่าที่น