ป็นห่วง“ไม่……ไม่ได้……ผมต้องวิ่ง……”ดวงตาของไป๋หลี่พั่งพั่งเลื่อนลอย เสื้อผ้าเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ เขาก้าวต่อไปข้างหน้าทีละก้าวด้วยความมุ่งมั่น“แม่งเอ๊ย……ทำไมยังไม่สลบอีกนะ……”เฉาเยวียนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “งั้นนายเอาหัวโขกต้นไม้ดีไหมล่ะ?”“……ผมกลัวเจ็บ”ไป๋หลี่พั่งพั่งโบกมือ “พวกนายรีบไปกันก่อนเถอะ ผมรู้สึกว่าตัวเองไม่ไหวแล้ว……ถ้าผมเป็นลม พวกนายไม่ต้องกลับมาช่วยผมก็ได้”“พวกเราก็ไม่ได้คิดจะช่วยนายอยู่แล้ว……”ไป๋หลี่พั่งพั่งทำหน้าเหยเก เขาไอหลายครั้ง “แค่กแค่ก… ทำร้ายจิตใจกันเกินไปแล้ว ทำร้ายจิต……อึก……”ไป๋หลี่พั่งพั่งลูบอกตัวเอง พูดไม่ทันจบก็เป็นลมล้มพับไปเฉาเยวียนเดินเข้ามาดูใกล้ๆ แล้วหันไปพยักหน้ากับหลินชีเยี่ย “ไม่เป็นไร แค่เหนื่อยจนเป็นลมไปน่ะ”“อืม งั้นไปกันเถอะ”หลินชีเยี่ยหันหลังกลับแล้วเดินหน้าต่อไปพูดตามตรง ตัวหลินชีเยี่ยเองก็ใกล้ถึงขีดจำกัดแล้ว การวิ่งพร้อมแบกสัมภาระติดต่อกันห้าชั่วโมง ถึงแม้จะได้พักเป็นระยะ แต่ร่างกายของเขาก็ไม่ได้แข็งแรงขนาดนั้น ตอนนี้ตาเริ่มพร่ามัวแล้ว“นายไม่พักหน่อยเหรอ?” เฉาเยวียนเอ่ยถามหลินชีเยี่ยสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วส่ายหน้า “ฉันยังไหว”“ทำไมนายถึงพยายามขนาดนี้?”“ถ้าไม่ก้าวข้ามขีดจำกัด ก็จะแข็งแกร่งขึ้นไม่ได้” หลินชีเยี่ยกล่าวอย่างใจเย็น “และมีแต่ผู้ที่แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะอยู่รอด และมีชีวิตอยู่ต่อไป เพื่อที่จะได้กลับไป……”“กลับไป? กลับไปไหน?”หลินชีเยี่ยส่า