อง ยิ่งเหมือนรอยยิ้มของลูกหมาเลียขา……” ไป๋หลี่พั่งพั่งพึมพำ ก่อนจะขยับเข้าใกล้เฉาเยวียนอย่างไม่ละอายใจ แล้วเอื้อมมือจะหยิบผักดองบ้างเฉาเยวียนพลันเปลี่ยนสีหน้า เขาใช้มือปิดจานผักดองทันที “ไสหัวไป”“ขอชิมหน่อยไม่ได้รึไง! ชีเยี่ยยังกินได้ ทำไมผมกินไม่ได้! ขี้เหนียวชะมัด……” ไป๋หลี่พั่งพั่งเบ้ปาก“พวกนี้เป็นของหลินชีเยี่ยทั้งหมด” เฉาเยวียนพูดอย่างเย็นชาไป๋หลี่พั่งพั่งทำหน้าเศร้า เดินเข้าไปหาหลินชีเยี่ย “ชีเยี่ย นายว่าผมไป๋หลี่พั่งพั่ง สมควรได้กินผักดองของนายไหม!”“ไม่สมควร”“……แล้วนาฬิกาโรเล็กซ์ของผมล่ะ……”“อืม… กินนิดหน่อยก็ได้”ยามเห็นหลินชีเยี่ยใจอ่อน เฉาเยวียนจึงจำใจปล่อยมือภายใต้รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ของไป๋หลี่พั่งพั่ง แล้วกลับมานั่งแทะเนื้อดิบอย่างเงียบๆ เพียงลำพังไป๋หลี่พั่งพั่งถือหมั่นโถวไว้ในมือข้างหนึ่ง และคว้าผักดองด้วยมืออีกข้าง เขายืดอกอย่างลำพองต่อหน้าเฉาเยวียนขณะที่เคี้ยวก็ยิ้มเยาะอย่างโง่เขลา ราวกับนางสนมที่เพิ่งได้อำนาจในวังหลัง“ทุกคนฟังทางนี้!!”ขณะที่ทุกคนกำลังตั้งใจรับประทานอาหาร ครูฝึกหงก็เดินนำครูฝึกอีกสองคนเข้ามาในโรงอาหาร พลางเปล่งเสียงกังวานดังก้องไปทั่วทุกคนวางหมั่นโถวในมือลงพร้อมกัน มีเพียงไป๋หลี่พั่งพั่งที่ยัดหมั่นโถวเข้าปากจนแก้มตุ่ย แล้วยืนตัวตรงสายตาอันเฉียบคมของครูฝึกหงกวาดมองไปทั่ว ก่อนจะเอ่ยขึ้นช้าๆ ว่า“บ่ายวันนี้ เป็นการฝึกขีดจำกัดครั้งแรกของพวกนาย! พอกินข้าวเสร็จ