หลายรูปแบบมาแล้ว จนถักทอเป็นทฤษฎีที่น่าสนใจว่า ยิ่งเพ้อเจ้อด้วยท่าทางจริงจัง แต่กลับทำให้คนฟังคล้อยตามได้ แสดงว่าอาการป่วยยิ่งหนักเท่านั้น“แล้วตาของคุณล่ะ? เกิดอะไรขึ้น?”หลินชีเยี่ยยกมือลูบไล้ผ้าไหมสีดำที่ปิดตาทั้งสองข้างเบาๆ เสียงพูดไร้อารมณ์ “วันนั้น ผมสบตากับพระองค์เพียงชั่วขณะ แล้ว… ผมก็ตาบอด”หมอหลี่อ้าปากค้าง ก้มหน้าอ่านประวัติผู้ป่วยในมือ แล้วเงียบไปในช่องสาเหตุของการตาบอด มีเพียงสี่ตัวอักษรเท่านั้น‘ไม่ทราบสาเหตุ’แล้ว… มันเกิดอะไรขึ้นในตอนนั้นกันแน่?หรือจะเป็นความจริงดังที่หลินชีเยี่ยพูดไว้ว่าเขาเห็นทูตสวรรค์บนดวงจันทร์? ไม่อย่างนั้นจะอธิบายอาการตาบอดเฉียบพลันได้อย่างไร?ความคิดนี้ปรากฏเพียงชั่วขณะ ก่อนที่หมอหลี่จะกำจัดมันทิ้งไปเกือบไปแล้ว เกือบถูกผู้ป่วยจิตเวชชักนำให้หลงทางแล้ว!เขาสามารถจินตนาการได้ว่า เมื่อสิบปีก่อน ยามหลินชีเยี่ยเด็กน้อยตาบอดได้พูดประโยคเมื่อครู่ต่อหน้าหมอหลายคน สีหน้าของพวกเขาจะดูวิเศษเพียงใดไม่แปลกใจที่เด็กคนนี้จะถูกบังคับให้อยู่โรงพยาบาล ไม่ว่าจะมองอย่างไร สิ่งที่เขากล่าวล้วนเป็นคำพูดที่มีแต่ผู้ป่วยจิตเวชเท่านั้นที่จะเอ่ยออกมาคนแบบนี้ในโรงพยาบาลมีไม่น้อย มีคนอ้างว่าตนเป็นซุนหงอคงกลับชาติมาเกิด จึงนั่งเหม่ออยู่บนคานทั้งวัน มีคนคิดว่าตัวเองเป็นราวแขวนเสื้อ จึงยืนนิ่งอยู่ในห้องทั้งคืน บางคนมองผู้อื่นเหมือนสามีตน จึงแอบลวนลามสัมผัสคนอื่นอยู่เรื่อย……อืม ผู้ป่