วยคนสุดท้ายเป็นลุงอ้วนอายุสี่สิบปี“สิ่งที่คุณพูดมาทั้งหมดเป็นเรื่องในอดีต แล้วตอนนี้ล่ะ? คุณคิดอย่างไร?” หมอหลี่ปรับอารมณ์ แล้วดำเนินการซักถามต่อ“มันเป็นแค่เรื่องเพ้อฝันทั้งนั้น” หลินชีเยี่ยเอ่ยอย่างใจเย็น “วันนั้น ผมแค่พลัดตกจากชายคาบ้านจนหัวกระแทกพื้น ส่วนดวงตา อาจเป็นเพราะเส้นประสาทบางเส้นได้รับความเสียหาย จึงทำให้ตาบอด”เขาพูดประโยคนี้นับครั้งไม่ถ้วน จนพูดได้อย่างคล่องแคล่วและเยือกเย็นหมอหลี่เลิกคิ้ว จดบันทึกลงในแฟ้มประวัติคนไข้ จากนั้นก็คุยกับหลินชีเยี่ยเรื่องชีวิตประจำวันอีกสักพัก ประมาณยี่สิบนาทีต่อมา เขามองนาฬิกา แล้วลุกขึ้นยืนพร้อมรอยยิ้ม“เอาล่ะ การตรวจวันนี้ก็สิ้นสุดแล้ว โรคของคุณไม่มีปัญหาอะไร หวังว่าคุณจะปรับสภาพจิตใจและใช้ชีวิตให้ดีนะครับ” หมอหลี่จับมือกับหลินชีเยี่ย แล้วพูดให้กำลังใจหลินชีเยี่ยยิ้มเล็กน้อย พยักหน้าเบาๆ“เอ๊ย คุณหมอหลี่ อยู่ทานข้าวด้วยกันก่อนสิ” ป้าเห็นหมอหลี่กำลังจะกลับ จึงรั้งด้วยความกระตือรือร้น“ไม่ล่ะครับ ไม่ล่ะ ผมยังมีคนไข้คนต่อไปที่ต้องไปดู คงไม่รบกวนแล้ว”หมอหลี่กล่าวลาป้าอย่างสุภาพ แล้วเปิดประตูออกไปในขณะที่ประตูปิดลง รอยยิ้มของหลินชีเยี่ยเลือนหาย ราวกับไม่เคยมีอยู่มาก่อน“เรื่องเพ้อฝัน… เหรอ…” เขาพึมพำ“พี่ มากินข้าวเถอะ!” ลูกพี่ลูกน้องหยางจิ้นถือจานอาหารออกมาจากครัว พร้อมตะโกนเรียกหยางจิ้นเป็นลูกชายของป้า อายุน้อยกว่าหลินชีเยี่ยสี่ปี เพิ่งเข้ามัธย