“อย่าได้เอ่ยถึงมันเลย หลังจากขบวนของพวกเจ้าลับสายตาไป ท่านปู่ก็เฝ้าข้าแจมิยอมให้คลาดสายตา กว่าข้าจะสบโอกาสหนีรอดออกมาได้ก็เป็นวันรุ่งขึ้น ซึ่งมิต้องสงสัยเลยว่าข้าไม่มีทางตามพวกเจ้าทันแน่นอน”
นางกล่าวต่อพร้อมรอยยิ้มแห้ง ๆ “โชคดีที่ข้าสืบรู้มาแต่ต้นว่าทั้งสามสำนักจะมารวมตัวกันที่หุบเขาจันทร์ผี ข้าจึงมุ่งหน้าตรงดิ่งมาที่นี่เพียงลำพัง ทว่าระหว่างทางดันไปปะเข้ากับขบวนของสำนักคุนหลุนเข้าโดยบังเอิญน่ะสิ!”
“ทว่าหุบเขาจันทร์ผีนั้นกว้างใหญ่ไพศาลนัก ข้าควานหาพวกเจ้าอยู่นานก็ไม่พบวี่แวว โชคดีที่วันนี้ไปปะเข้ากับศิษย์ร่วมสำนักซู่ซันเข้าพอดี จึงได้อาศัยติดตามพวกเขามาจนพบพวกเจ้านี่แหละ!”
เมิ่งฝานได้แต่ยิ้มขมขื่นในใจ รู้สึกว่าหลิวเยียนผิงช่างหาเรื่องใส่ตัวโดยแท้ หากถูกห้ามมิให้มาเหตุใดจึงไม่ยอมตัดใจเสียแต่แรก การพำนักขัดเกลาฝีมืออย่างสงบอยู่ในสำนักซู่ซันมิใช่ทางเลือกที่ดีกว่าหรือไร