“ท่านอาจารย์ขอรับ ร่างกายศิษย์อาจจักดูอ่อนแอไปบ้าง ทว่าศิษย์ก็สามารถโคจรปราณแท้ขึ้นมาปกปักษ์กายได้นะขอรับ หรือหากยังมิพอ… ท่านอาจารย์ก็ช่วยแผ่พลังมาคุ้มครองศิษย์อีกแรงได้มิใช่หรือขอรับ?” เมิ่งฝานเอ่ยคะยั้นคะยอด้วยใบหน้าหนา ๆ ของเขา
ท่านผู้เฒ่าหลินระบายยิ้มขมขื่น เด็กคนนี้ยังคงจมอยู่ในห้วงนิทราแห่งฝันหวาน โดยหารู้ไม่ถึงแก่นแท้ของวิถีแห่งความเร็ว
“มิใช่ทุกสรรพสิ่งในใต้หล้าที่จักให้ผู้อื่นหยิบยื่นความช่วยเหลือได้เสมอไป บางเรื่องบางครา… เจ้าจำเป็นต้องแข็งแกร่งด้วยลำแข้งของตนเองเท่านั้น”
“ต่อให้ข้าพาเจ้าเหินกระบี่ไปจริง และใช้ปราณแท้ของข้าห่อหุ้มปกป้องกายเจ้าไว้โดยตรง เจ้าก็มิวายจักต้องปางตายอยู่ดี”
“ปราณคุ้มกายนั้น แม้จักช่วยต้านทานแรงปะทะของกระแสลมได้ ทว่าแรงกระชากและแรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลางจากการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงเสียดฟ้านั้น มิใช่สิ่งที่ปราณแท้จักปกป้องเจ้าได้เสมอไป”
“ดังนั้นเจ้าอย่าได้เพ้อฝันในสิ่งที่ยังมิถึงเวลา มีเพียงการยืนหยัดบ่มเพาะพลังบนเส้นทางของตนเองให้แกร่งกล้าเท่านั้น จึงจักเป็นหนทางที่เที่ยงแท้ที่สุด!”
ท่านผู้เฒ่าหลินกล่าวอบรมเมิ่งฝานด้วยความเมตตาและจริงใจอย่างถึงที่สุด