ชั่วขณะนั้นเอง พร้อมกันกับเสียงกึกก้องมหึมาที่สะท้อนออกไปทั่วทั้งแผ่นดิน ฟ้าดินทั้งหล้า มนุษย์และผู้วางรากฐานทั้งปวง ล้วนไม่อาจห้ามใจให้มิแผ่ซ่านความโศกสลดออกมา
ฟ้าดินร่ำไห้โลหิต สรรพสิ่งโศกศัลย์ร่วมกัน!
ถัดมา เหล่าผู้วางรากฐานต่างก็สะท้านใจเงยหน้าขึ้นมองเหนือขอบเขตวางรากฐานขึ้นไป เห็นที่เบื้องบนอันกว้างใหญ่ไร้ขอบของทะเลทุกข์พลันมีส่วนหนึ่งทรุดตัวลงมา
พื้นที่ทรุดนั้นทอประกายสีรุ้งหลากหลาย ร้อยรัดสลับกันจนก่อร่างเป็นภาพแปลกตา กิ่งไม้หนาแน่น ตึกเรือนตั้งตระหง่าน มองไกลออกไปเป็นผืนป่าครึ้มเขียว ดุจเกลียวคลื่นไหว แต่ยิ่งทรุดถล่มลงต่อเนื่อง ต้นไม้ที่ควรครึ้มเขียวกลับทยอยเหี่ยวเฉาลงไม่หยุด
และตรงกลางแสงสีรุ้งนั้นเอง มีเงาร่างหนึ่งปรากฏอยู่
“ไม่!”
เสียงกรีดร้องโหยหวนดังลั่นออกจากปากของมหาราชครูแห่งราชสำนักเต๋าอัดแน่นด้วยความสิ้นหวังและไม่ยอมรับชะตาเหตุใดต้องเป็นข้า ข้ากับพวกท่านมีความแค้นเคืองอันใด?
ข้ากับแดนสุขาวดีหาได้เกี่ยวข้องอันใด!
ผู้ที่มีแค้นกับเจ้าในราชสำนักคือจักรพรรดิเจียโย่ว ภรรยาที่เจ้าสมสู่ก็เป็นของเขามิใช่ของข้า แล้วมันเกี่ยวอันใดกับข้าเล่า ข้ายังยินดีเสียอีก!
ทว่าผู้ที่ต้องตายกลับเป็นข้า!
นี่มันอยุติธรรมยิ่งนัก!
ความหวาดหวั่นของราชครูหาใช่สิ่งลอยลม ก็เพราะสามมหาเสนาบดีแห่งราชสำนักเต๋าในฐานะเจินจวินมรรคผลโอสถทองคำ แตกต่างโดยแก่นแท้กับเจินจวินอื่นอยู่หนึ่งประการสำคัญ
พวกเขาไร