ัดการ” ซ่งโหยวกล่าว “มิเช่นนั้นแล้ว พวกมันคงไม่จับตัวคุณชายทั้งหลายไว้เป็นตัวประกันหรอก”
“ท่านกล่าวได้มีเหตุผลยิ่งนัก”
“เช่นนั้นก็ขึ้นอยู่กับว่าท่านเจ้าบ้านจะจัดการอย่างไรแล้ว”
“ตระกูลสวี่ของข้ามีร้านตีเหล็กอยู่ในเมืองสองแห่ง…” ชายชราครุ่นคิดครู่หนึ่งพลางหรี่ตาลง “เรียนถามท่านเซียน หากข้าหลอมเหล็กกล้าหลายถังใหญ่แล้วเทราดลงไปทั้งหมด ปีศาจนั่นจะยังรอดชีวิตได้หรือไม่”
“ข้าคาดว่า…ไม่รอด”
“ดี!”
ชายชราหันไปสั่งคนข้างกายทันที “ไปเชิญช่างเหล็กจากร้านทั้งสองแห่งมา ขนอุปกรณ์ที่จะต้องใช้มาให้หมด บอกว่าข้าต้องการหลอมเหล็กกล้า!”
“รับบัญชาขอรับ!”
ใครคนหนึ่งรับคำแล้วรีบผละไป
บางคนมีสีหน้าเสียดายและอาลัยปรากฏขึ้นวูบหนึ่ง
ขณะที่บางคนยกเก้าอี้และม้านั่งมาให้ชายชรา เหล่าผู้อาวุโสวัยกลางคน ซ่งโหยว และแม่นางสามสีได้นั่งลง
ท่ามกลางค่ำคืนฤดูร้อน นับเป็นเวลาพักผ่อนรับลมเย็นที่ประจวบเหมาะพอดี
ภายในบ่อน้ำมีแสงไฟวับแวม แว่วเสียงดนตรีบรรเลงมาตามลม
ทันใดนั้น เสียงดนตรีพลันเงียบสงบลง
ทุกคนต่างกลั้นหายใจ มิกล้าส่งเสียงรบกวน
ทว่าเบื้องล่างกลับไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ ส่งขึ้นมาอีกเลย
เวลาผ่านไปเนิ่นนานเพียงใดไม่ทราบได้ ช่างเหล็กตระกูลสวี่ขนเตาหลอมมาถึง และเริ่มจุดไฟหลอมเหล็กกันกลางลานบ้านจนเหล็กกลายเป็นของเหลวสีแดงเพลิง
บรรยากาศในลานบ้านเริ่มร้อนระอุขึ้นเรื่อยๆ
ทุกคนต่างเฝ้ารอด้วยความร้อนรุ่มใจ
รอคอยอยู่นานโข จนราตร