ีเริ่มดึกสงัด คาดว่าผ่านไปราวสองชั่วยามหลังจากบัณฑิตแซ่สวี่ลงไป ในที่สุดก็มีเสียงคนดังแว่วออกมาจากบ่อน้ำ
“ข้างบนมีคนอยู่ไหม”
นั่นคือเสียงของบัณฑิตแซ่สวี่ไม่ผิดแน่
“มีคนอยู่!”
บุตรชายคนโตของตระกูลสวี่ได้ยินดังนั้นก็รีบโผเข้าไปชะโงกดูในบ่อ แต่กลับมองไม่เห็นสิ่งใด จึงขานรับไปว่า
“ได้ยินแล้ว!”
“โยนเชือกลงมาที!”
เสียงแว่วดังขึ้นมาจากเบื้องล่าง สะท้อนก้องไปมาไม่ขาดสาย
บุตรชายคนโตมิรอช้า สั่งให้ลูกน้องเตรียมเชือกแล้วเริ่มหย่อนลงไปในบ่อทันที
เรื่องประหลาดก็คือ บ่อน้ำร้างที่เดิมทีลึกเพียงสองจั้ง ทว่ายามนี้เชือกยาวสิบจั้งหย่อนลงไปจนสุดแล้วก็ยังไม่ถึงก้นบ่อ บัณฑิตแซ่สวี่ที่อยู่เบื้องล่างยังคงตะโกนเรียกให้หย่อนเชือกลงไปอีก
ไม่มีทางเลือกอื่น จึงต้องนำเชือกอีกขดมาผูกต่อกันแล้วหย่อนลงไปใหม่
แต่ก็ยังไม่ถึงก้นบ่อเสียที
จนต้องไปขอยืมเชือกจากบ้านใกล้เรือนเคียงมาอีกขดหนึ่ง
คราวนี้ในที่สุดก็ได้ยินคนข้างล่างบอกว่าเห็นเชือกแล้ว
สิ้นเสียง “ดึงขึ้นไปได้เลย” บรรดาบ่าวไพร่ต่างช่วยกันออกแรง ดึงเชือกเส้นนั้นขึ้นมาอย่างช้าๆ
ที่ปลายเชือกด้านล่าง มีชายหนุ่มในสภาพสติเลื่อนลอยถูกมัดติดมาด้วย
“ดึงขึ้นมาได้แล้ว!”
บ่าวไพร่ต่างพากันดีใจ
เมื่อวางชายหนุ่มลงบนพื้น ทุกคนพลันได้กลิ่นหอมประหลาดโชยมาจากตัวเขา กลิ่นนั้นหอมขจรขจายจนทำให้ผู้คนเคลิบเคลิ้มและมึนงงไปชั่วขณะ จากนั้นจึงรีบยกโคมไฟและคบเพลิงเข้ามาใกล้เพื่อดูโฉมหน้าของเ