วยังคงช่วยกันดึงเชือกเป็นครั้งที่สี่ และคราวนี้ผู้ที่ถูกดึงขึ้นมาก็คือบัณฑิตแซ่สวี่
ในยามนี้ ดวงจันทร์ลอยเด่นอยู่เหนือศีรษะ
เสียงร้องไห้ระงมดังสนั่นไปทั่วจวนตระกูลสวี่
เมื่อบัณฑิตแซ่สวี่ปีนขึ้นมาได้ เขากวาดสายตามองไปรอบๆ คราหนึ่งก็ทราบทันทีว่าเหตุใดทุกคนจึงโศกเศร้าปานนั้น ใบหน้าเขาฉายแววสลดก่อนจะก้าวไปข้างหน้า ประคองไม้เท้าไผ่ด้วยสองมือ ยื่นคืนให้ซ่งโหยวด้วยความเคารพสูงสุด
“ขอบพระคุณท่านเซียนที่เมตตาให้หยิบยืมของวิเศษขอรับ”
ตลอดสองชั่วยามในบ่อน้ำนั้น ไม่มีใครรู้ซึ้งถึงอานุภาพของไม้เท้าไผ่ลำนี้ดีไปกว่าเขาอีกแล้ว
“มิต้องเกรงใจ”
ซ่งโหยวยิ้มพลางพยักหน้าให้เขา
บัณฑิตแซ่สวี่จึงหันไปกุมมือคารวะผู้อื่น กล่าวด้วยความละอายใจว่า “ผู้น้อยโชคดีที่มิทำให้ภารกิจล้มเหลว พาพี่ชายร่วมตระกูลทั้งสามกลับมาได้ ทว่าน่าเสียดายที่…”
“ช่างเถิด…”
ชายชราดูราวกับแก่ชราลงไปอีกหลายปี เขาโบกมืออย่างอ่อนแรงแต่ยังคงเอ่ยถามด้วยความห่วงใย “เจ้าลงไปข้างล่าง ได้พบเจออันตรายบ้างหรือไม่”
“มิได้นับเป็นอันตรายอันใดขอรับ เพียงแต่พี่ชายทั้งหลาย…ยามที่ผู้น้อยไปพบพวกเขานั้น…”
“เจ้าพวกไม่ได้ความ! บอกกี่ครั้งกี่หนว่าห้ามเข้าลานนี้ยามค่ำคืน ห้ามใครลงไปเด็ดขาด แต่พวกมันก็ยังห้ามใจตัวเองไม่ได้ ตายไปเสียได้ก็สมควรแล้ว! พวกเจ้าที่เป็นมารดาเลิกคร่ำครวญเสียที หากจะร้องไห้ก็จงลากก้อนเนื้อเหล่านั้นกลับเรือนไปร้องให้พอ อย่ามาทำให้ข้าปวดหู