หน็บแนมว่าเป็นสถานที่ที่ทั้งชีวิตของคนแคระอย่างเขาไม่มีวันไปถึงได้ แต่กลับอธิบายอย่างละเอียดว่า “อี้โจวอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของต้าเยี่ยน ต้าเยี่ยนที่ท่านเหยียบอยู่นี้ท่านคงจักรู้จักกระมัง เป็นยุคสมัยของมนุษย์ในปัจจุบัน จากอี้โจวมาถึงที่นี่ อย่างน้อยก็ต้องเดินทางเป็นระยะทางหลายพันหลายหมื่นลี้”
“…”
คนแคระฟังแล้วก็อึ้งไปอีกครู่ ก่อนจะส่ายหน้าเลิกสนใจเรื่องนั้น แล้วถามต่อว่า “เหตุใดท่านเห็นพวกเราแล้วไม่กลัว หรือว่าคนตระกูลสวี่นั่นเล่าเรื่องพวกเราให้ท่านฟังแล้ว”
“เล่าแล้ว”
“มิน่าเล่าถึงไม่กลัว!” คนแคระพยักหน้า เส้นเสียงนั้นเล็กจิ๋ว เขายังคงแหงนหน้าสบตากับคนบนเตียง จึงค่อยเอ่ยถึงจุดประสงค์ที่มา “เหตุใดจึงรีบนอนนัก จะนอนไปทำไมกัน อีกอย่างท่านเป็นคนต่างถิ่นนอนคนเดียวคงอ้างว้างแย่ มิสู้มาสนุกสนานกับพวกเราดีกว่า!”
“ร้องรำทำเพลง อะไรก็ได้ทั้งนั้น”
“ตัวข้าชื่นชมเสียงเพลงไม่เป็น และไม่เคยร่ายรำมาก่อน” ซ่งโหยวนั่งส่ายหน้าอยู่บนเตียง
“พวกเราสอนท่านได้!”
“…” ซ่งโหยวยังคงส่ายหน้า “ยามนี้ใกล้ดึกดื่น เป็นเวลาที่มนุษย์ต้องพักผ่อนแล้ว ตัวข้าเองก็ง่วงงัน เพียงอยากนอนหลับให้เต็มอิ่มสักตื่น ไม่อยากเล่นอะไรหรอก”
“เฮ้ ท่านเป็นคนอย่างไรกัน”
คนแคระพลันเลิกคิ้วขึ้น น้ำเสียงเริ่มหนักแน่นเป็นการตำหนิ “พวกเราหวังดี เห็นค่ำคืนนี้ท่านดูโดดเดี่ยว จึงมาชวนไปร้องรำทำเพลงให้สำราญใจ ท่านที่เป็นคนต่างถิ่น เหตุใดจึงเส