ียมารยาทเช่นนี้”
“ท่านรบกวนคนในจวนเช่นนี้เสมอเลยหรือ”
“ท่านนี่! หมายความว่าอย่างไร”
“เฮ้อ ข้าจะบอกว่า ต่อให้พวกท่านไม่ทำร้ายใคร เพียงแค่เล่นสนุกด้วยเจตนาดี แต่มันก็ดูจะเป็นการกระทำที่ไร้เหตุผลและไม่รู้จักกาลเทศะเกินไปหน่อย” ซ่งโหยวง่วงเต็มทน เขาจึงกล่าวอย่างจนใจว่า “พึงรู้ไว้ว่ามนุษย์กับภูตผีปีศาจนั้นต่างกัน ตกกลางคืนต้องนอน ยิ่งตอนกลางวันยังมีภาระหน้าที่ต้องทำ การที่ท่านมารบกวนเช่นนี้ทุกคืน ต่อให้ไม่คิดทำร้าย ก็มิต่างอะไรจากการทำร้ายคนเลย ตอนนี้คนในจวนต่างพากันโอดครวญไปทั่วแล้ว”
“พูดจาอันใดฟังไม่รู้ความ! รีบลุกขึ้นมา แล้วตามพวกเราไปเต้นรำเริงร่าเสียดีๆ!”
เจ้าตัวเล็กหาได้ฟังคำทัดทานไม่ มิหนำซ้ำเมื่อเห็นว่านักพรตหนุ่มมีท่าทีอ่อนโยน มิได้ดุร้ายเหมือนคนทั่วไป ก็ยิ่งได้ใจ คืบคลานเข้าใกล้หมายจะฉุดรั้งเสื้อผ้าของเขา
“…”
ซ่งโหยวนั่งนิ่งไม่ไหวติง ทว่าในใจกลับรู้สึกระอาอย่างยิ่ง
แม้เจ้าตัวน้อยนี้จะสูงเพียงครึ่งฝ่ามือ ต่อให้เขาใช้แค่นิ้วดีดเพียงครั้งเดียวก็คงกระเด็นกระดอน หรือหากโบกฝ่ามือใส่ทีเดียวก็คงปลิวลิ่วไปไกล หากแม้ใช้ไม้เท้าไม้ไผ่ฟาดเข้าใส่ กระดูกกระเดี้ยวคงแหลกละเอียดเป็นผุยผง ทว่าเขาก็หาได้คิดจะถือสาหาความไม่ เพียงแต่ชี้นิ้วไปที่เบื้องหลังของคนแคระผู้นั้น แล้วเอ่ยเรียบๆ ว่า
“ท่านโปรดมองไปข้างหลังเถิด”
คนแคระที่กำลังฉุดเสื้อเขาอยู่ถึงกับชะงักงัน รีบเงยหน้าขึ้นมองนักพรตหนุ่มก่อน เมื่อ