เห็นสีหน้าท่าทางที่ดูจริงจังมิได้ล้อเล่น จึงค่อยๆ หันหลังกลับไปมอง
ท่ามกลางแสงจันทร์สลัว ไม่รู้ว่ามีปีศาจร้ายขนยาวสามสีตัวมหึมา แม้อยู่ในท่าทางนอนหมอบก็ยังสูงกว่าเขากว่าสองมายืนตระหง่านอยู่เบื้องหลังตั้งแต่เมื่อใด ดวงตาของมันสะท้อนแสงจันทร์วาวโรจน์ประดุจโคมไฟสีเขียวสองดวงที่แขวนอยู่กลางอากาศ มันอ้าปากออกเล็กน้อย เผยให้เห็นเขี้ยวขาวแหลมคมที่พร้อมจะงับร่างเขาให้ทะลุได้ในคำเดียว
“อ๊าก!”
คนแคระขวัญหนีดีฝ่อจนล้มคะมำก้นกระแทกพื้น
จากนั้นก็ลุกขึ้นคลานพลางวิ่งหนีไปไกลแสนไกล ปากก็พลางตะโกนก้อง นิ้วก็ชี้สลับไปมาระหว่างอสูรร้ายกับซ่งโหยว
“แมว! มีแมว!
“เจ้าคนต่างถิ่นใจดำ! ข้าอุตส่าห์หวังดีมาชวนไปสำราญใจ ท่านกลับปล่อยแมวมาทำร้ายข้า!
“ฝากไว้ก่อนเถอะ!”
ซ่งโหยวนั่งอยู่บนเตียง มองตามร่างนั้นไปอย่างสงบ
ฝ่ายเจ้าแมวยืนนิ่งอยู่ที่เดิม จ้องมองคนแคระด้วยความฉงนสงสัย เมื่อเห็นเขาตะโกนเสียเสียงดังลั่น นางจึงลองก้าวเท้าแสร้งวิ่งไล่ตามไปไม่กี่ก้าว ทำเอาคนแคระผู้นั้นวิ่งหนีสุดชีวิตด้วยความลนลาน
ที่ริมกำแพงมีรูอยู่รูหนึ่ง ยามนี้เปรียบเสมือนประตูบานเล็ก เพียงพริบตาเดียวคนแคระก็ปีนขึ้นเตียงแล้วมุดหายเข้าไปในประตูนั้นทันที
“ดูท่าจะเป็นพวกจิ้งจกนะ!”
เจ้าแมวละสายตากลับมา แล้วหันไปกล่าวกับนักพรต
“ควรจะเป็นเช่นนั้น”
นักพรตตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“พวกมันกำลังเอะอะโวยวายกันอยู่ในรูเชียว!”
“ข้าได้ยินแล้ว”
ยามนี้แม้ค