ีคำพูดที่กล่าวออกมาไม่หมด เกรงว่าคงกังวลว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นจะเป็นจริงเท็จประการใด และไม่แน่ใจว่าไม้เท้าไม้ไผ่กิ่งนั้นจะได้ผลจริงหรือไม่
นับเป็นเรื่องปกติธรรมดาของมนุษย์
การที่พวกเขาไม่พูดออกมาต่อหน้าก็นับว่ามีคุณธรรมน้ำใจมากแล้ว
“เช่นนั้นก็เอาตามที่ว่าเถิด” ซ่งโหยวรับประทานจนเกือบอิ่ม ข้าวหนึ่งชามกับเนื้ออีกมากโขทำให้อิ่มท้องยิ่งนัก เขาวางตะเกียบลงแล้วเหลือบมองเด็กหญิงข้างกายที่อุ้มชามจ้องตาละห้อยแต่ไม่กล้าพูด สุดท้ายเขาจึงต้องยอมเอ่ยปากอย่างหน้าทนว่า “เด็กรับใช้ของข้าชอบดื่มน้ำข้าวหมากนัก ไม่ทราบว่าท่านเจ้าบ้านจะช่วยเติมให้อีกสักชามได้หรือไม่”
“ย่อมได้ มีให้เหลือเฟือ!”
“เพิ่มน้ำตาลให้ด้วยนะ”
ซ่งโหยวมองดูเด็กรับใช้ของตนอย่างจนใจ
ฝ่ายเด็กหญิงที่ถือชามอยู่ก็หันมาจ้องมองเขาเขม็งอย่างเลิ่กลั่ก
หลังจากมื้อค่ำสิ้นสุดลง ตระกูลสวี่ได้จัดเตรียมห้องพักรับรองไว้ให้ซ่งโหยว ชายชราค้ำไม้เท้าเดินไปส่งเขาด้วยตนเอง พร้อมกำชับว่า “คุณชายโปรดระวัง คืนนี้ในจวนอาจจะมี ‘เจ้าตัวเล็ก’ ออกมาก่อกวน แม้เจ้าพวกตัวเล็กนี้จะไม่เหมือนกับหญิงชราหรือปีศาจในบ่อที่คอยสูบไอหยางและรอนอายุขัย แต่นับว่าเป็นภาพที่น่าตกใจสำหรับผู้ที่พบเห็นครั้งแรก ทั้งยังส่งเสียงหนวกหูน่ารำคาญยิ่งนัก”
“โอ้ ตัวเล็กหรือ”
ซ่งโหยวเอ่ยถามด้วยความสงสัย
ฝ่ายเด็กหญิงถึงกับหันขวับมาจ้องชายชราทันที
“เป็นมนุษย์ตัวเล็กๆ สูงเพียงครึ่งฉื่อ” ชายชราถอนห