งจากนั้นนางก็เริ่มวนเวียนอยู่ในบ้านยามค่ำคืนบ่อยครั้ง จนผู้คนหวาดกลัวกันไปหมด…”
ชายชราเบี่ยงตัวมองไปทางซ่งโหยว
ซ่งโหยวฟังพลางพยักหน้า “บุญคุณนั้นแม้หนักหนา แต่ควรเร่งจัดการให้จบสิ้นไปจึงจะดี อีกประการ มนุษย์กับภูตผีเดินคนละเส้นทาง การที่นางทำตัวไร้ขอบเขตเช่นนี้ ก็นับว่าละโมบโลภมากและสร้างความลำบากใจเกินไปจริงๆ”
“คุณชายกล่าวได้ถูกต้องที่สุด!”
“ลำบากใจเหลือเกินจริงๆ…”
“ซ้ำแล้วยังน่ากลัวมากด้วย!”
ทุกคนในห้องโถงต่างส่งเสียงจ้อกแจ้กเห็นพ้องกับคำพูดของซ่งโหยว
“แล้วอย่างไรต่อเล่า” ซ่งโหยวถามต่อ
“ต่อมามีอยู่ครั้งหนึ่ง…”
ชายชรากล่าวพลางก้มหน้าลง คล้ายสะเทือนใจจนไม่อยากจะเล่าต่อ
“คืนหนึ่ง หญิงชราผู้นั้นมาหาท่านพ่ออีก บอกว่านางเลือกเจ้าบ่าวให้ลูกสาวได้แล้ว และนางก็ถูกใจจวนบรรพบุรุษของเรา นางบอกให้พวกเราย้ายออกไปจากที่นี่เป็นเวลาสี่สิบเก้าวัน และก่อนจะย้ายออก ต้องจัดตกแต่งบ้านให้กลายเป็นห้องหอเพื่อใช้จัดงานแต่งงานให้ลูกสาวนางด้วย” บุตรชายคนโตกล่าวเสริม “ท่านพ่อทนไม่ไหวจึงตะคอกไล่นางไป หญิงชราผู้นั้นนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วทิ้งคำพูดไว้ว่าอย่าเสียใจภายหลัง ก่อนที่ร่างจะสลายร่างไปกับอากาศ หลังจากนั้นไม่เพียงแต่ข้ากับน้องรองที่โรคเก่ากำเริบ แม้แต่ลูกคนที่สามและคนที่สี่ รวมถึงภรรยาของข้าที่ไม่เคยเป็นโรคนี้มาก่อน ก็เริ่มมีอาการปวดหน้าอกกันหมดทุกคน”
“เป็นเช่นนี้เองหรือ…”
ซ่งโหยวแหงนหน้าสำรวจจวนหลังน