างซูบเซียวอิดโรยอย่างยิ่ง
“พวกเราตกใจกันมาก แต่บ่อนั้นกลับดูลึกจนมองไม่เห็นก้น ได้ยินเพียงเสียงร้องรำทำเพลงและเสียงหัวเราะอย่างร่าเริง บางครั้งก็เห็นแสงไฟรำไร แต่กลับไม่เห็นตัวคน และไม่มีวิธีช่วยเขาขึ้นมาเลย หลังจากที่พวกเรากระวนกระวายกันมาทั้งคืน พอเช้าวันรุ่งขึ้น เขาก็ปีนกลับออกมาเอง หลังจากนั้นเป็นเวลาหนึ่งเดือนเต็ม เขาไม่ฟังคำทัดทานของท่านพ่อ แอบโดดลงไปเล่นในบ่อทุกคืน ทั้งยังพาคนในจวนอีกหลายคนกระโดดตามลงไปด้วย จนกระทั่งร่างกายเริ่มซูบผอมอิดโรย เมื่อให้หมอและผู้มีวิชามาตรวจดู ต่างก็บอกว่าอายุขัยของเขาสั้นลงไปสามสิบปีแล้ว เขาจึงเพิ่งคิดได้และเลิกลงไป” บุตรชายคนที่สองขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความโมโหที่น้องชายไม่เอาถ่าน “แต่เขายังดีที่ขึ้นมาได้ ทว่าเยาวชนในตระกูลสวี่ของเราที่เดิมทีมีอนาคตไกล กลับต้องมาพังพินาศเพราะเรื่องนี้ มิหนำซ้ำยังมีหลานชายอีกสองสามคนกระโดดลงไปเมื่อไม่กี่วันก่อน ป่านนี้ยังไม่กลับออกมาเลย ไม่รู้ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร”
“ในบ่อนั้นมีอะไรกันแน่”
ซ่งโหยวถามบุตรชายคนที่สองด้วยความสงสัย
“เขาไม่ยอมพูด คนอื่นๆ ก็ไม่ยอมพูด ไม่ว่าจะคาดคั้นอย่างไรก็ไม่ปริปาก” บุตรชายคนโตกล่าวอย่างขัดใจ “ไม่รู้ว่าข้างในนั้นมีอะไรกันแน่ ถึงได้ทำให้พวกเขาลุ่มหลงได้ถึงเพียงนี้”
ซ่งโหยวหันไปมองชายวัยกลางคนที่ซูบเซียวผู้นั้น
คนอื่นๆ ก็มองตามเขาไปเช่นกัน
ทว่าชายผู้นั้นยังคงส่ายหน้า ไม่ยอมบอกตรงๆ เพี