รื่องเลยสักนิด~”
“มีแขกมาเยือนที่หน้าประตูแล้ว”
เมี๊ยว
ยามนี้เสียงฝนภายนอกหนาหูอึกทึก ม่านน้ำพร่ามัวบดบังกลิ่นอายจนสิ้น แม้แต่นางเองก็ยังไม่ทันสังเกตเห็นว่ามีใครมา
ทว่าเมื่อตั้งใจฟัง ในเสียงฝนที่ตกกระทบพื้น กลับมีเสียงบางอย่างแทรกเข้ามาจริงๆ
คล้ายเสียงหยาดฝนกระทบลงบนผืนร่ม
“เจ้ารู้ได้อย่างไร”
“ข้าเดาน่ะ”
“เดาอย่างไร”
“พูดยากน่ะ”
“เจ้านี่ไม่ฉลาดเลย!”
เจ้าแมวหันขวับกลับไป จ้องมองออกไปนอกลานบ้านอย่างจดจ่อ
เสียงหนักทึบนั้นใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
ก๊อก ก๊อก ก๊อก…
เสียงเคาะประตูดังขึ้น
มิต้องรอให้นักพรตขยับกาย เจ้าแมวสามสีพลันกระโจนพรวดลงจากเตียง ทิ้งไว้เพียงน้ำเสียงใสเล็กที่เปี่ยมด้วยพลัง “แม่นางสามสีจะไปเปิดประตูเอง!”
เมื่อก้าวเข้าสู่ลานบ้าน นางก็กลายเป็นเด็กหญิงในชุดสามสีสวมงอบสานไปเสียแล้ว
ครืด…
นางดึงบานประตูไม้เปิดออก
เด็กหญิงเงยหน้าขึ้นมอง
ผู้ที่ยืนอยู่ข้างนอกคือนักพรตชราท่านหนึ่ง ถือร่มกระดาษน้ำมันสีเหลืองหม่นเก่าๆ ตัวกระดาษหนาและแข็งยามเม็ดฝนตกกระทบเป็นระลอก
“แม่นางสามสี ข้าขอคารวะ”
“เหวินผิงจื่อ แม่นางสามสีขอคารวะ”
“ขออภัยที่มาเยี่ยมเยียนโดยมิได้นัดหมาย…”
“เข้ามาข้างในเร็วเข้า ข้างนอกฝนตกหนัก!”
“ขอบใจยิ่ง…”
เด็กหญิงตัวน้อยแม้จะตัวไม่สูงนัก ทว่ากลับมีท่าทางราวกับเป็นเจ้าบ้านที่ช่ำชอง นางเชิญเหวินผิงจื่อเข้าบ้าน จัดแจงปิดประตูลงกลอนให้เรียบร้อย แล้วจึงนำทางเหวินผิงจื่อเดินตัดผ่านลานบ้าน