าช่วยกันจับ
ทว่าเรื่องที่แปลกไปกว่านั้นคือ คนที่ร่างกายอ่อนแอไม่อาจสัมผัสตัวมันได้เลย เพียงแค่แตะถูกก็รู้สึกหนาวสั่นสะท้านไปถึงกระดูก ราวกับยื่นมือลงไปในน้ำแข็งยามเหมันต์ ความเย็นนั้นกรีดลึกราวกับคมมีดบาดเข้าไปในกระดูก เพียงแค่จับไว้นิดเดียวก็ต้องสะดุ้งปล่อยมือราวกับถูกไฟฟ้าแล่นเข้าร่าง แม้แต่คนที่ร่างกายกำยำแข็งแรงก็ยังถือมันไว้ได้เพียงครู่เดียวเท่านั้น
ประกอบกับเจ้าคางคกทองคำยังดิ้นได้และมีแรงมหาศาล ยามดิ้นรนอยู่ในมือจึงไม่มีใครเอาไม่อยู่ จนต้องคอยสลับสับเปลี่ยนคนกันพัลวัน
“ข้าเอง!”
จอมยุทธ์ผู้หนึ่งที่มีพละกำลังวังชาและเลือดลมสูบฉีดก้าวเข้ามา เขาใช้สองมือรวบตะครุบมันไว้แน่น ไม่ว่ามันจะดิ้นรนอย่างไรเขาก็ไม่ยอมคลายมือ
เจ้าคางคกในมือเขาค่อยๆ เผยร่างจริงออกมา
มันคือรูปสลักคางคกทองเหลืองขนาดเท่าฝ่ามือ บนตัวเปรอะเปื้อนไปด้วยแป้งหมี่ ปากของมันอ้าหุบเป็นจังหวะ ลิ้นแลบเข้าแลบออก และขาทั้งสี่ข้างคอยถีบถักไปมาไม่หยุด
ทันใดนั้นเจ้าคางคกก็ปล่อยควันดำออกมาจากตัว ควันนี้มีกลิ่นเหม็นคาวและมีฤทธิ์กัดกร่อนผิวหนัง จนชายผู้นั้นแทบจะรั้งไว้ไม่อยู่
แม่นางสามสีเห็นดังนั้นสีหน้าพลันเคร่งเครียด นางจัดแจงย่ามที่สะพายอยู่เตรียมจะกระโดดลงจากกำแพง ทว่ากลับได้ยินเสียงจอมยุทธ์ผู้นั้นแค่นเสียงหึในลำคอ เขาฟาดมันลงกับพื้นอย่างแรง ก่อนจะคว้ากะละมังทองเหลืองที่เคยใส่แป้งมาครอบลงไป แล้วเหยียบเอาไว้แน่นหนา
ยามนี้ คนท