ู่ในความปิติยินดีที่ธุรกิจรุ่งเรืองขึ้น มันขอสิ่งของบูชาสิ่งใด พวกเราก็นำมาให้ มันสั่งให้บูชาอย่างไร พวกเราก็ทำตาม จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ คนในครอบครัวต่างเริ่มซูบผอมอ่อนแรงลงเรื่อยๆ จึงเพิ่งรู้ตัวว่าผิดปกติ แท้จริงแล้วสิ่งนั้นกำลังสูบเอาพลังวิญญาณของพวกเราไป”
“สิ่งอัปมงคล”
“สิ่งอัปมงคล!”
“คงจะเป็นเช่นนั้นกระมังขอรับ” ชายแซ่เลี่ยวยิ้มขื่น “พอรู้ว่าพวกเราดูมันออกแล้ว มันก็ไม่เสแสร้งอีกต่อไป ยามนี้จะเชิญออกก็ไม่ยอมไป จะกำจัดก็กำจัดไม่ได้ ต่อให้หนีออกไปนอกเมืองก็ไร้ผล”
“มันเป็นเพียงคางคกทองคำตัวเดียวหรือ” ซ่งโหยวถาม
“คางคกทองคำตัวเดียวขอรับ สีเหลืองอร่าม ขนาดเท่าฝ่ามือ” ชายแซ่เลี่ยวทำมือประกอบ “หน้าตาอัปลักษณ์ยิ่งนัก”
“ท่านไม่ได้ลองหาวิธีอื่นจัดการมันบ้างหรือ” ซ่งโหยวเลิกคิ้วขึ้น น้ำเสียงฟังดูผ่อนคลาย “เช่น… โยนมันลงหลุมส้วม หลอมมันทิ้งเสีย หรือไม่ก็นำมันไปวางไว้ในวัดวาอาราม ให้มันไปนั่งประจันหน้ากับองค์พระหรือเทพเจ้าเสียเลย”
“เรื่องนั้น…”
ชายแซ่เลี่ยวถึงกับอึ้งไป
คนอื่นๆ ที่มาด้วยกันก็พากันชะงักงัน
แม้แต่แม่นางสามสีก็เบิกตากว้าง หันไปจ้องมองนักพรตของตนด้วยแววตาพินิจพิจารณา
วิธีการแต่ละอย่างช่างร้ายกาจนัก
นี่คือสิ่งที่นักพรตคิดออกมาจริงๆ หรือ
“วิธีที่คุณชายเอ่ยมา พวกข้าคาดไม่ถึงจริงๆ ขอรับ” สีหน้าของชายแซ่เลี่ยวดูสับสนปนเป “ทว่าท่านพ่อเคยชี้หน้าด่าทอมันไปรอบหนึ่ง บอกว่าจะทุบมันให้แห