กตั้งเท่านี้แน่ะ…”
“แม่นางสามสีเองก็ไม่ได้คัดค้านมิใช่หรือ”
“อืม…”
เมื่อได้ยินดังนั้น เด็กหญิงก็ตอบกลับมาโดยไม่ต้องคิดพร้อมกับโคลงศีรษะไปมา “แม่นางสามสีก็เป็นแค่แมวของเจ้านี่นา…”
“แม่นางสามสีเป็นสหายร่วมเดินทางของข้าต่างหาก…”
“แต่แม่นางสามสีเชื่อฟังเจ้า!”
“นั่นเป็นเพราะแม่นางสามสียังเยาว์วัยนัก ประจวบกับข้าเกิดก่อนแม่นางสามสีหลายปี และแม่นางสามสีก็เป็นแมวที่เฉลียวฉลาดรู้จักฟังคำตักเตือน ยามนี้จึงมักจะเชื่อฟังข้าเป็นธรรมดา” ซ่งโยวกล่าวกับเด็กหญิงด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ซื่อตรง “บางครั้งข้าก็เชื่อฟังแม่นางสามสีมิใช่หรือ”
“จริงด้วย…”
“และแม่นางสามสีไม่สังเกตบ้างหรือ ยิ่งแม่นางเติบโตขึ้น หมั่นศึกษาเล่าเรียน และรู้จักพิจารณาไตร่ตรอง จำนวนครั้งที่ข้าเชื่อฟังคำของแม่นางสามสีก็ยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วนะ”
“ก็จริง…”
เด็กหญิงตัวน้อยหวนคิดดูครู่หนึ่ง ดูเหมือนจะเป็นเช่นนั้นจริงๆ
นางถึงกับนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง บังเกิดความรู้สึกประหลาดที่เอ่อล้นขึ้นมาในใจ
อันที่จริง ยามที่ตนเอ่ยสิ่งใดแล้วนักพรตยอมทำตาม ในใจนางก็มีความรู้สึกภาคภูมิใจอยู่แล้ว ทว่ายามนี้เมื่อนำภาพเหตุการณ์ต่างๆ มาร้อยเรียงเข้าด้วยกันแล้วใคร่ครวญดู โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับแมวสามสีที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ในวันแรก ก็รู้สึกว่ามันช่างน่าอัศจรรย์ใจยิ่งนัก
ความน่าอัศจรรย์ใจนั้นอยู่ที่ว่า แมวสามสีตัวน้อยในวันวานกลับเก่งกาจขึ้นมาจริงๆ และกระบวนก