ลือบมองชายชราผู้ซูบซีดข้างกายครู่หนึ่ง ก่อนจะหันมามองซ่งโหยวด้วยสายตาเปี่ยมด้วยความหวัง “เพียงแต่ท่านอารองของข้าดวงตาบอดสนิทไปแล้ว ไม่ทราบว่าท่านเซียนพอจะมีวิชารักษา…”
“ข้าไม่ใช่เซียน” ซ่งโหยวส่ายหน้าพลางกล่าว “ข้าไม่อาจทราบได้ว่าผู้อื่นเป็นอย่างไร แต่สำหรับข้าแล้ว…ข้าไม่มีวิชาเช่นนั้น”
“เฮ้อ…”
“แล้วสิ่งชั่วร้ายตนนั้นเล่า เป็นอย่างไรบ้าง”
“พวกเราบันดาลโทสะรุมทุบตีมันจนตายคามือไปแล้วขอรับ” ชายแซ่หลี่เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ยังคงมีความตื่นเต้นปนหวาดกลัวแฝงอยู่ “จะว่าไปก็น่าอัศจรรย์นัก หลังจากพวกเราทุบมันจนตาย ขอทานผู้นั้นกลับกลายร่างเป็นก้อนหินสีดำก้อนใหญ่ ยามต้องแสงไฟดูคล้ายจะโปร่งแสงอยู่รำไร”
“ก้อนหินหรือ…”
“ถูกต้องแล้วขอรับ!” ชายแซ่หลี่ตอบ
“ตอนที่พวกเราล้อมจับมัน ใช้ไม้พลองฟาดลงไปรู้สึกเหมือนตีกระสอบข้าวก็จริง แต่พอใช้ดาบขวานฟันลงไป กลับเหมือนฟันเข้ากับก้อนหิน ทั้งยังมีเศษซากหลุดร่วงออกมา เจ้าสิ่งนั้นก็ดูเจ็บปวดรวดเร้าไม่น้อย” ชายอีกคนที่ยืนข้างหลี่เหอซีกล่าวเสริม “ตอนนั้นสถานการณ์ฉุกเฉินประกอบกับฟ้ามืด จึงไม่ได้สังเกตว่าสิ่งที่ร่วงลงมาคืออะไร ต่อมาพอใช้โคมไฟและคบไฟส่องดู ถึงได้เห็นว่าเป็นเศษหินสีดำทั้งสิ้น”
“พวกท่านตีมันจนตายได้อย่างไรกัน”
“ใช้ไม้เท้าไผ่ของท่านขอรับ หวดไปเพียงสองทีมันก็สิ้นใจแล้ว ทั้งยังถูกรุมฟันไปอีกหลายดาบจนร่างแหลกเหลว”
“เป็นเช่นนี้เอง”
หากเป็นเช่นนั้นย่อมมิอาจหนีร