ศษหินพวกนี้พวกเราก็นำมาให้ท่านอาจารย์เซียนช่วยพิจารณาด้วยขอรับ ส่วนก้อนใหญ่นั้นยามนี้ยังวางอยู่ในตรอก เย็นเยียบประหลาดและดูอัปมงคลยิ่งนัก วันนี้ฟ้ามืดแล้วพวกเราจึงมิกล้าทำอะไรบุ่มบ่าม มือปราบประสงค์จะย้ายมันไปไว้ที่ว่าการในวันพรุ่งนี้ขอรับ” ชายฉกรรจ์ที่อยู่ด้านหลังคนหนึ่งล้วงเอาเศษหินสองสามก้อนออกมาจากสาบเสื้อ ภายใต้แสงไฟมันดูดำสนิทจริงๆ คนรอบข้างต่างหวาดเกรงจนต้องรีบถอยห่าง เมื่อเขาทำใจกล้ายื่นส่งให้ซ่งโหยว คนอื่นๆ จึงค่อยขยับเข้ามาล้อมดูอีกครั้ง “หากท่านอาจารย์เซียนอยากจะดูก้อนใหญ่ ก่อนจะย้ายไปที่ว่าการพรุ่งนี้เช้า พวกเราจะช่วยกันแบกมาให้ชมก่อนขอรับ”
“…”
ซ่งโหยวถือก้อนหินขึ้นมาพิจารณาอย่างละเอียด
เศษหินสองสามก้อนรวมกันแล้วมีขนาดเพียงฝ่ามือ ดำสนิท ทว่าก็หาได้ดำทึบไปเสียหมด ภายใต้แสงไฟที่ส่องกระทบมันดูลักษณะกึ่งโปร่งแสง หากเป็นยามกลางวันที่แสงแดดจัดจ้าน สีของมันคงจะออกเป็นสีเทาเข้มหรือสีน้ำตาลไหม้ เว้นเสียแต่ว่าจะเป็นก้อนใหญ่ยักษ์จึงจะแลเห็นเป็นสีดำทมิฬ
ไม่รู้ว่าเป็นหินชนิดใด แต่กลับมีพลังวิญญาณแฝงอยู่เข้มข้น ปราณหยินและปราณอาถรรพ์แผ่ซ่านออกมาจนสัมผัสได้ ชายฉกรรจ์ผู้นั้นแม้จะเป็นคนที่มีปราณหยางพลุ่งพล่าน ทว่าเมื่อถือไว้ในมือนานเข้า ก็อดไม่ได้ที่จะขยับมือไปมาคล้ายจะรู้สึกเย็นเฉียบจนแสบผิว
นับว่าเป็นสิ่งไม่มีชีวิตที่บำเพ็ญตบะจนกลายเป็นปีศาจโดยแท้
“สิ่งไร้วิญญาณกลายเป็นปิศาจ…”
ม่านตาข