ในวันนี้ส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่มที่มีเลือดร้อน แม้คำพูดของซ่งโหยวจะดูราบเรียบ ทว่ากลับปลุกเร้าความฮึกเหิมขึ้นในใจ แววตาของพวกเขาค่อยๆ เปลี่ยนเป็นมั่นคงและดุดัน
“เช่นนั้นข้าก็ยินดีจะสู้กับมันสักตั้ง!”
ชายแซ่หลี่ผู้นั้นนับว่ามีแรงใจกล้าหาญที่สุด เขาเป็นคนแรกที่ก้าวออกมาประสานมือกล่าว จากนั้นจึงถามต่อว่า “ทว่าวันนั้นพวกเราเห็นกับตา มือปราบใช้ไม้พลองและแท่งเหล็กฟาดใส่มัน กลับเหมือนฟาดลงบนกระสอบข้าว นอกจากมันจะไม่บาดเจ็บแล้วยังไม่รู้สึกเจ็บปวดแม้แต่น้อย คุณชายพอจะมีเคล็ดลับต่อกรกับมันให้พวกเราหรือไม่”
“ไม้พลองตีไม่ตาย ไม่ได้หมายความว่าดาบกระบี่จะฟันไม่เข้า” ซ่งโหยวยิ้มบางๆ สายตายังคงกวาดมองทุกคน ก่อนจะกล่าวต่อว่า “ข้ายังสามารถให้พวกท่านหยิบยืมสิ่งของใช้กำจัดปีศาจตนนี้ได้ด้วย”
“สิ่งใดหรือขอรับ”
ทุกคนต่างจับจ้องไปที่ซ่งโหยวเป็นตาเดียว
เห็นเพียงนักพรตผู้นั้นยื่นมือออกไปกวักเรียกเบาๆ
วู้ว…วู้ว…วู้ว…
พลันเกิดเสียงลมฉีกขาดดังแหวกอากาศมา
ฟังดูคล้ายเสียงไม้พลองที่ถูกควงอย่างรวดเร็วจนแหวกม่านอากาศ
ทุกคนหันไปมองตามเสียง เห็นเพียงไม้พลองเล่มหนึ่งพุ่งออกมาจากห้องโถงด้านใน หมุนคว้างกลางอากาศแล้วร่อนลงสู่ลานบ้านอย่างรวดเร็ว
แปะ…
ไม้พลองนั้นลอยเข้ามาอยู่ในมือของนักพรตพอดี
ทุกคนต่างเบิกตาโตเท่าไข่ห่าน
เพียงได้ฟังวาจาของนักพรตเมื่อครู่ ก็พอจะรู้ว่าเขาคือผู้วิเศษจริงๆ ยามนี้ได้เห็นวิชาเรียกของในพริบตา ย่อมรู้