ด็ดต้นหอมมาด้วยนะ”
“ได้เลย!”
เด็กหญิงก้าวเข้าห้องครัว วางถังลงแล้วเดินออกไปข้างนอกทันที
ส่วนซ่งโหยวก็บรรจงแล่ปลาช่อนเป็นแผ่นบาง พยายามให้ทุกชิ้นมีความหนาและขนาดเท่ากัน จากนั้นจึงนำไปคลุกแป้งหมักไว้ ส่วนก้างปลาก็สับเป็นท่อนสั้นๆ
เมื่อไฟเริ่มลุกโชน เขาจึงใช้มันหมูผัดมะเขือส้มจนเปื่อยเละ ใส่ขิงเพียงเล็กน้อยเพื่อดับคาว เติมก้างปลาลงไปเคี่ยวอย่างช้าๆ จนได้น้ำซุปข้นขลักรสเลิศที่มีสีแดงทองชวนมอง ปรุงรสตามใจชอบ แล้วจึงค่อยๆ หย่อนชิ้นปลาลงไปทีละชิ้น เพียงให้ผ่านน้ำจนสุกเป็นสีขาวโพลน โรยต้นหอมเล็กน้อย ก็จะได้ปลาช่อนแล่ในน้ำซุปส้มรสแซ่บเรียกน้ำย่อยหนึ่งหม้อ
ส่วนปลาตะเพียนตัวน้อยของแม่นางสามสีที่มีขนาดกว้างเพียงสองนิ้ว ซ่งโหยวก็หาได้ละเลยไม่
เขาขูดเกล็ดควักไส้ออก ใส่ต้นหอมและขิงต้มจนสุก จากนั้นจึงวางต้นหอมซอยและเครื่องปรุงอื่นๆ ทับลงไป แล้วใช้ตะหลิวเหล็กตักน้ำมันร้อนๆ ส่งให้แม่นางสามสีผู้กำลังเติมฟืน รบกวนให้นางจ่อเข้าไปในเตาเพื่อให้ร้อนจัด
ซู่…
น้ำมันร้อนจัดราดลงบนหน้าปลา ควันสีขาวพุ่งกระจาย
กลิ่นหอมหวลฟุ้งกระจายออกมาทันที
กลายเป็นปลาตะเพียนราดน้ำมันต้นหอม
เด็กหญิงตัวน้อยถือไม้เขี่ยฟืนอยู่ในมือ ทว่ากลับยืนนิ่งอยู่หน้าเตา แหงนหน้าจ้องมองทุกท่วงท่าของเขาตาไม่กะพริบ
“ผู้คนเปรียบอาหารเป็นดั่งสรวงสวรรค์ การกินดื่มก็คือการใช้ชีวิต ไร้จุดเริ่มต้น ไร้จุดจบ วิถีแห่งอาหารนี้ย่อมไร้ที่สิ้นสุด”
“แมวก็เหม