ีวาสนาเท่านั้น
แม้เพียงเศษเสี้ยว ก็กลายเป็นวิชาอาคมอันมหัศจรรย์ได้แล้ว
และยังมีจุดสำคัญที่สุดประการหนึ่ง
วิมานสวรรค์เหนือเศียรเกล้านั้น ก็ถือกำเนิดขึ้นมาจากสิ่งนี้เช่นกัน
หมู่เมฆบนนภาลอยล่อง กาลเวลาเคลื่อนคล้อย
พลังวิญญาณแผ่ซ่านออกไปด้านนอกอย่างเงียบเชียบไร้ซุ่มเสียง
ประหนึ่งเวลาผ่านไปเนิ่นนานหลายวัน ทว่าก็ประหนึ่งเพียงชั่วพริบตาเดียว
ยามที่ซ่งโหยวค่อยๆ ถอนจิตออกจากสมาธิอย่างเชื่องช้า ที่ข้างเตียงก็มีแมวสามสีตัวหนึ่งหมอบนอนหลับปุ๋ยอยู่ก่อนแล้ว ส่วนภายนอกหน้าต่างนั้นเล่าก็เข้าสู่ยามโพล้เพล้เสียแล้ว
เวลาครึ่งค่อนบ่ายเลือนหายไปสิ้น
“เฮ้อ…”
ซ่งโหยวทอดถอนใจ คำว่านอนงีบยามบ่ายพลันมลายกลายเป็นหมอควันไปเสียแล้ว
เขาค่อยๆ เลิกผ้าห่มขึ้น เตรียมจะลุกจากเตียงโดยไม่อยากจะรบกวนเสาหลักของบ้าน ทว่าแมวนั้นมีประสาทสัมผัสไว นางรีบเงยหน้าขึ้นจากอุ้งเท้าทันที ก่อนจะหันมามองเขาทั้งที่ยังสะลืมสะลือ
“นักพรต เจ้าตื่นแล้วรึ”
“ตื่นแล้ว”
“ยินดีด้วยแม่นางสามสี”
“เมื่อครู่ตอนแม่นางสามสีเข้ามาหาเจ้า ดูเหมือนจะเห็นโต๊ะหดเล็กลงไป เล็กกว่าตัวแม่นางสามสีด้วยซ้ำ แล้วก็เห็นม้านั่งขยายใหญ่ขึ้น ปลายสองข้างยันกำแพงไว้เลย แปลกประหลาดแท้ๆ”
“แล้วอย่างไรต่อเล่า”
“แล้วแม่นางสามสีก็รู้สึกมึนๆ หัว จึงกระโดดขึ้นเตียงมานอนฝันต่อ”
“ไม่แน่ว่าเรื่องที่เห็นนั่น ก็อาจจะเป็นความฝันเช่นกัน”
“นั่นสินะ…”
แม่นางสามสีเอ่ยพลางสะบัดหัวไปมา ราว