กล้างเสื้อผ้า บนสะพานมีผู้คนสัญจรผ่านไปมาไม่ขาดสาย เมื่อก้าวเข้าสู่เขตที่แสงแดดสาดส่อง ต่างก็อดมิได้ที่จะหยุดฝีเท้าลงชั่วครู่ แหงนหน้าขึ้นเพื่อสัมผัสไออุ่นจากดวงตะวัน
“อากาศดียิ่งนัก…”
เคร้ง เคร้ง เคร้ง…
พลันเกิดเสียงกระทบกันของเกราะเหล็กดังระรัว
ทหารกล้าอาวุธครบมือขบวนหนึ่งเดินมุ่งหน้ามาจากทั้งสองฝั่งน้ำ กลุ่มผู้นำถือโล่กำบังและดาบยาวข้างกาย ตามด้วยพลหอกยาว และถัดมาคือพลหน้าไม้เกรียงไกร ทุกนายสวมเกราะหนักดูน่าเกรงขาม โดยมีขุนพลร่างกำยำสองนายนำทัพมายังหัวและท้ายของสะพานหิน
ผู้ที่สัญจรอยู่ต่างพากันตื่นตระหนก
สิ้นเสียงตะโกนไล่ของเหล่าทหาร บนสะพานก็ถูกจัดระเบียบจนโล่ง ภาพอันเงียบสงบผ่อนคลายเมื่อครู่พลันแปรเปลี่ยนไปในพริบตา
ชาวบ้านไม่รู้ความนัย ผู้ที่ขลาดเขลาก็รีบมุดเข้าหลบตามร้านรวงหรือกลับเข้าบ้านปิดประตูหน้าต่างสนิท ส่วนผู้ใจกล้าก็พากันยืนดูเหตุการณ์อยู่ห่างๆ จากริมน้ำ
พรึ่บ พรึ่บ พรึ่บ…
ฝูงนกป่าบินร่อนผ่านน่านฟ้าไป
ขุนพลทั้งสองนายเฝ้ารออยู่เชิงสะพาน
ขุนนางกลุ่มหนึ่งเดินตรงเข้ามา มีผู้จำได้ว่าหนึ่งในนั้นคือเจ้าเมืองหยางตู และผู้ที่เดินเคียงข้างขุนนางคือนักพรตชราขี่ลาพร้อมด้วยศิษย์หนุ่มอีกสองคน
ทหารทั้งหลายเปิดทางให้
นักพรตชราและศิษย์ทั้งสองก้าวออกไปข้างหน้า หาได้เอ่ยคำใดเพียงแต่โบกมือเป็นสัญญาณ
ศิษย์ทั้งสองขยับกายอย่างว่องไว คนหนึ่งวางโต๊ะเตี้ยลงบนพื้นราบเชิงสะพาน อีกคนหนึ่งรีบหยิบก