งเดินตามกันเข้าไปในห้องโถงกลาง
เด็กหญิงตัวน้อยในชุดสามสี ประคองชามน้ำแกงสีขาวขนาดใหญ่ด้วยมือคู่น้อย ก้าวเดินเตาะแตะมาทางนี้ ก่อนจะเขย่งปลายเท้าเพื่อวางชามลงบนโต๊ะ
บนโต๊ะมีอาหารวางจัดเตรียมไว้แล้วหลายอย่าง
ใบหน้าของเด็กหญิงปราศจากอารมณ์ใดๆ ดูเคร่งขรึมและจริงจังยิ่งนัก นางหมุนตัววิ่งออกไปอีกคราเพื่อหยิบถ้วยและตะเกียบมาเพิ่ม
“นี่คือแม่นางสามสี”
“ข้าทราบแล้ว” เหวินผิงจื่อรีบเอ่ย “ก่อนหน้านี้ตอนที่ข้ายังอยู่ใต้บังคับบัญชาของราชครูที่จวนจวี้เซียนในฉางจิง เคยได้ชมอิทธิฤทธิ์ของท่านและแม่นางสามสีอยู่แต่ไกล”
“ที่ถือวิสาสะมาเยี่ยมเยียน โปรดให้อภัยด้วยเถิด”
“อย่าได้กล่าวเช่นนั้นเลย แขกมาเยือนย่อมเป็นคนสำคัญ เพียงลองชิมฝีมือของข้าดูก็พอ ไม่จำเป็นต้องเรียกขานด้วยสรรพนามสูงส่งอันใด เรียกว่าสหายบำเพ็ญก็พอแล้ว” ซ่งโหยวพลันชะงักไปครู่หนึ่งระหว่างที่แจกจ่ายตะเกียบ “จะว่าไป พวกข้าเองก็เคยได้ยินนามของสหายบำเพ็ญมาก่อนเช่นกัน”
“หืม”
เหวินผิงจื่อถือตะเกียบไว้ในมือ ทว่ายังรู้สึกเกร็งจนไม่กล้าใช้
“เทพเสี่ยงเล่อแห่งเขาฉยงซานที่เล่อจวิ้น” ซ่งโหยวยิ้มให้เขา “สหายบำเพ็ญไม่ต้องเกรงใจข้าหรอก”
“เขาฉยงซานหรือ…”
เหวินผิงจื่อพลันกระจ่างแจ้งทันที
“พวกข้าเดินผ่านทางนั้นมา ได้ยินมาว่ารอบหยางโจวมีสิ่งที่เรียกว่าเทพเบญจฤทธิ์ จึงได้แวะไปเยี่ยมเยียนมาบ้าง” ซ่งโหยวเอ่ยพลางเริ่มขยับตะเกียบเป็นคนแรก
เขาเริ่มจากชิมผัดส้นมันฝรั่