ยืนนิ่งที่ริมสะพานหิน นางมองลอดผ่านซี่กรงหินสลักลายโปร่ง หันไปจ้องมองหอโคมเขียวและโรงสุราเหล่านั้น
หูของนางกระดิกไปมา แว่วเสียงกู่เจิงลอยมาจากหอไม้แกะสลักหลังหนึ่ง เงาตะคุ่มของหญิงสาวกำลังร่ายรำวูบไหวอยู่กลางแสงเทียนหลังบานหน้าต่างกระดาษ นางไม่รู้หรอกว่านั่นคือหอเริงรมย์ ซ้ำยังไม่รู้ว่าที่นั่นมีไว้ทำอะไร เพียงแต่กลิ่นอายของหยางโจว เสียงกู่เจิง บ้านเรือนอันวิจิตรและเงาร่างเลือนรางของหญิงสาวอรชรด้านใน มักทำให้นางรู้สึกว่า หากนางกับนักพรตเดินข้ามสะพานนี้ไป แล้วเลี้ยวตรงมุมที่มีโคมไฟแขวนอยู่ อาจจะได้พบกับแม่นางจิ้งจอกก็เป็นได้
น่าเสียดายที่เสียงพิณที่นี่ไพเราะสู้หอเฮ่อเซียนแห่งนครฉางจิงไม่ได้ ยิ่งเทียบกับที่เมืองผีเขาเยี่ยซานหรือตลอดเส้นทางจากฉางจิงถึงเฟิงโจวไม่ได้เลย บ้านเรือนสวยงามเหล่านี้ก็ไม่ได้ดูสง่างามเท่าหอเฮ่อเซียน ส่วนสตรีด้านในกับปีศาจจิ้งจอกจำแลงกาย แม่นางสามสีย่อมไม่อาจแยกแยะได้ว่าผู้ใดงดงามกว่ากัน
แต่ดูท่านางคงไม่ได้พบแม่นางจิ้งจอกที่นี่แล้ว
เสียงฝีเท้าอันคุ้นเคยใกล้เข้ามา
เมื่อนักพรตเดินผ่านนางไป นางก็รีบหันกลับมาทันทีแล้วก้าวเดินไปพร้อมกับนักพรตอีกครั้ง
“นักพรต! อาหารที่นี่แพงจัง!”
“นั่นสินะ”
“แถมยังไม่อร่อยด้วย!”
“ก็ใช่”
“สู้ที่แม่นางสามสีทำก็ไม่ได้!”
“ก็ถูกอีก”
“ที่นี่มีแม่น้ำ กลางวันแม่นางสามสีเห็นคนตกปลาด้วย พรุ่งนี้แม่นางสามสีจะเอาเบ็ดมาตกปลาในแม่น้ำ แล้วจะทำอาหารให