าหลายปีแล้ว ไม่รู้ว่าป่านนี้ท่านจะเป็นอย่างไรบ้าง…”
“เมื่อวานข้าเพิ่งไปที่อารามชิงอวิ๋นมา ได้ฟังท่านนักพรตชิงหวายจื่อ ซึ่งเป็นศิษย์น้องของนักพรตท่านนั้นกล่าวว่า ยามนี้นักพรตท่านนั้นมีตบะแก่กล้าและกำลังจะกลายเป็นผู้สืบทอดอารามชิงอวิ๋น เห็นทีคงจะมีความเป็นอยู่ที่ดีมากทีเดียว” ซ่งโหยวกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“เช่นนั้นก็ดีนัก!”
คนตัดฟืนยิ้มร่าพลางโบกมือไปมา “ยามขึ้นเขามาตัดฟืน ท่านผู้นั้นเมตตาข้าไว้หลายครานัก”
“โอ้ เมตตาเรื่องใดหรือ”
“จะเป็นเรื่องใดได้เล่า พวกเรามันคนทุกข์ยาก ทำงานใช้แรงงาน ลำบากลำบนอยู่ตามป่าเขาทุกวัน แค่ได้ดื่มน้ำสักอึกก็ว่ายากนัก บางครั้งถูกงูฉกกัด หรือพลัดตกเขาจนเอ็นกระดูกเคล็ด นักพรตท่านนั้นก็พอมีความรู้เรื่องสมุนไพรและวิชาแพทย์ หากไม่ได้ท่าน ป่านนี้ข้าน้อยคงขึ้นเขาไม่ไหวแล้ว”
“นับว่ามีจิตเมตตาแท้”
“ใครเล่าจะกล้าปฏิเสธ หากท่านได้เป็นเจ้าอารามจริง ก็นับว่าเป็นสิ่งที่ท่านพึงได้รับแล้ว!”
“หึๆ…”
ซ่งโหยวหัวเราะเบาๆ แทนการขานรับ เขาละสายตาจากใบหน้าคนตัดฟืนแล้วจึงเอ่ยถาม “ท่านขึ้นเขามาตัดฟืนทุกวัน ไม่ทราบว่าพอจะรู้หรือไม่ว่า รูปเคารพในศาลเจ้าใต้เขานั้นถูกทำลายตั้งแต่เมื่อใด”
“รูปเคารพในศาลหรือ”
“ถูกต้อง”
“เรื่องนี้เล่าแล้วก็ยาวนัก…”
คนตัดฟืนถือโอกาสพักเหนื่อยมาสนทนากับเขา “เมื่อก่อนทางการจู่ๆ ก็มาสร้างศาลเจ้าที่นี่ บอกว่าแต่งตั้งเทพเจ้ามาคุ้มครองพวกเรา ทว่าคุ้มครองใครได้ที่ไหน ก