ลับกลายเป็นว่าบางครั้งคนเข้าป่าก็ถูกเทพเจ้าหลอกหลอนจนขวัญหนีดีฝ่อเสียอย่างนั้น ข้าน้อยเองยังไม่ค่อยกล้าขึ้นเขามาตัดฟืนตั้งหลายปี โดยเฉพาะช่วงปีหลังๆ หากชาวบ้านจุดธูปถวายเครื่องเซ่นไม่สม่ำเสมอ เทพเจ้าก็จะเข้ามาทวงในฝัน บางครั้งถึงขั้นข่มขู่คุกคาม จนกระทั่งปีก่อนหรือปีก่อนหน้า ทางการจึงส่งคนมาบอกว่าได้ถอดถอนเทพเจ้าองค์นี้แล้ว สั่งไม่ให้พวกเรากราบไหว้อีก”
คนตัดฟืนกล่าวพลางพิจารณาซ่งโหยวอีกรอบ “ท่านนักพรต คงไม่ได้มาตามหาเทพเจ้าองค์นั้นหรอกนะ”
“กล่าวเช่นนี้ แสดงว่าเคยมีผู้อื่นมาตามหาด้วยหรือ”
“ไอ้หยา! นักพรตน้อยท่านนี้ ฉลาดไม่เบาเลยนี่!”
“…” ซ่งโหยวไม่ได้กล่าววาจาใด เพียงถามต่อด้วยท่าทีสุภาพ “พอจะเล่าให้ฟังได้หรือไม่”
แมวสามสีที่หมอบอยู่แทบเท้าเงยหน้าขึ้น จ้องมองนักพรตของตนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปจ้องหน้าคนตัดฟืนตาเขม็ง
“ก็หลังจากทางการถอดถอนเทพเจ้าไปได้ไม่นาน ตอนที่ข้าน้อยขึ้นเขามาตัดฟืน ก็มีนักพรตชราท่านหนึ่งมาถามหาทางขึ้นเขา และถามว่าเทพเจ้าองค์นั้นมักจะปรากฏกายที่ใดบ่อยที่สุด” คนตัดฟืนลดเสียงลงทว่าสีหน้ากลับยิ่งแฝงไปด้วยความตื่นเต้น “คืนวันนั้น มีคนเห็นแสงทองเจิดจ้าสว่างไปทั่วขุนเขา พอรุ่งเช้าข้าน้อยขึ้นเขามาตัดฟืนอีกครั้ง ก็พบว่ารูปเคารพในศาลได้แตกเป็นเสี่ยงๆ แล้ว ต้นไม้บนเขาหักโค่นลงตั้งหลายต้นเชียว”
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้”
“ตามที่ข้าเห็นนะ! นักพรตชราท่านนั้นต้องเป็นเทพเซียนจำแลงมา