งกับหน้าตัดหินอีกครั้ง เขียนอักษรตัวเล็กเป็นแถวยาว
ครั้นเขียนตัวอักษรเป็นรูปเป็นร่างแล้ว ฝุ่นผงและเศษหินก็ร่วงพรูลงมา ตัวอักษรล้วนถูกสลักลงบนหิน
“นี่คือวิชาอะไรรึ”
“ลูกเล่นเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น”
“เล่นลูกหรือ!”
แม่นางสามสีมองเขาตาขวาง
“ไปกันเถิด” ซ่งโหยวรับไก่มาจากมือนางแล้วนำไปแขวนไว้บนหลังม้า ก่อนจะถือไม้เท้าเดินนำไปเบื้องหน้า “ก่อนหน้านี้ตอนที่แม่นางสามสีซุ่มรออยู่ในศาลเจ้า ข้าก็มิได้อยู่เฉย ไปขอยืมหม้อจากในหมู่บ้านมาใบหนึ่ง ประจวบเหมาะกับที่ผู้เฒ่าท่านนั้นแบ่งข้าวนางแอ่นให้พวกเรา ทั้งยังได้ไก่ตัวโตมาอีกตัว วันนี้พวกเราทำไก่ผัดเตาฟืนกินคู่กับแผ่นแป้งแล้วกัน”
“ไปยืมหม้อมาจากไหนหรือ”
“ในหมู่บ้านเชิงเขานั่นแล มีผู้เฒ่าท่านหนึ่งพูดจาเป็นมิตรนัก ข้าถือโอกาสถามไถ่เรื่องเทพอันเล่อและเรื่องราวแถวนี้จากเขาด้วย” ซ่งโหยวพูดไปเดินไป “ข้าให้เงินมัดจำเขาไปเล็กน้อยน่ะ”
“เราจะไปกินที่ไหนหรือ”
“ย่อมต้องไปหาลำธารบนเขา จัดการชำแหละไก่ให้เรียบร้อยก่อน จากนั้นค่อยหาที่ที่ทัศนียภาพงดงาม อากาศปลอดโปร่งไว้ปรุงอาหาร”
“ข้าว่าแล้วเชียว!”
“แน่นอนอยู่แล้ว…”
ดวงจันทร์เลือนหายไปจากท้องฟ้าเมื่อใดมิอาจทราบได้ ถูกแทนที่ด้วยแสงเงินแสงทองที่ขอบฟ้า หมู่ดาวพราวระยับเหลือเพียงดาวประกายพรึกเพียงดวงเดียว
ราตรีอันยาวนานกำลังจะผ่านพ้น ฟ้าดินยังคงทอแสงสลัว ทั้งคณะพากันลัดเลาะไปตามทางสายเล็กบนขุนเขา เดินห่างออกไปเรื่อยๆ ทิ้ง