ยามที่นางมองกลับมาด้วยแววตาใสซื่อ เมื่อสบตากันเพียงชั่วครู่ ต่อให้เป็นผู้ที่มีใจคอเข้มแข็งเพียงใดก็อดที่จะใจอ่อนมิได้ ได้แต่ทอดถอนใจกับตนเองว่า ‘ช่างเป็นเวรกรรมแท้ๆ’ ก่อนจะเบือนหน้าหนีไปทางอื่น
ส่วนซ่งโหยวเฝ้าสังเกตสีหน้าท่าทางของพวกเขาอยู่ตลอด
พอจะมองออกได้ว่า สิ่งที่ผู้เฒ่าชาวนาผู้นั้นกล่าวมาล้วนเป็นความจริงทุกประการ หาได้มีมุสาวาจา
เปรี้ยง ปัง ปัง…
เสียงประทัดชุดสุดท้ายดังสนั่นหวั่นไหว
ชาวบ้านเริ่มทยอยกันเดินลงจากเขา
ทว่าพวกเขายังคงมีความระแวดระวัง หลงเหลือคนไว้สองสามคนเพื่อรอเฝ้าดูอยู่ตรงทางเดินเชิงเขา ส่วนใหญ่น่าจะเกรงว่านักพรตผู้นี้จะเป็นชาวยุทธ์ที่แฝงกายมาหวังขโมยสัตว์ไป
“ข้าได้กลิ่นหนูเน่าในศาลเจ้าแล้ว!” เด็กหญิงหันไปมองนักพรตหนุ่มพลางกระซิบเสียงเบา
“ไม่ผิดจากที่คาดไว้”
“เจ้านี่เก่งจริงๆ!”
“สู้แม่นางสามสีไม่ได้หรอก”
“หืม…”
“ข้าจะไปแล้ว” ซ่งโหยวกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “แม่นางสามสีโปรดจำไว้ ข้าจะอยู่ไม่ไกลจากที่นี่นัก”
“ตกลง!”
“ขอมอบหมายหน้าที่นี้ให้แม่นางสามสี”
“ได้เลย!”
“ให้เยี่ยนอันอยู่เป็นเพื่อนแม่นางสามสีเถิด จะได้มีสหายคุยเล่น ไม่เหงาเกินไปนัก”
“ตกลง!”
“ขอรับ…”
“ระวังตัวด้วย”
ซ่งโหยวหาได้มีความกังวลไม่ เขาจูงม้าเดินลงเขาไปอย่างสงบ
รัตติกาลค่อยๆ คืบคลาน ขุนเขาเต็มไปด้วยกิ่งไม้แห้งและหญ้ารกชัฏ วูบไหวราวกับเงามืดสลัว ผสานกับเสียงร้องของนกเค้าแมว ชวนให้ขนลุกซู่ ชาวบ้านที่ซ