วขนาดโตกว่าหัวแม่มือเล็กน้อย ทว่าเพียงพริบตาเดียว ผลเหล่านั้นก็แปรเปลี่ยนเป็นสีแดงสดใส ดุจโคมไฟดวงน้อยๆ ก็มิปาน
นักพรตหนุ่มเด็ดผลนั้นออกมาแล้วยื่นให้ชายชราลองชิม
“นี่คือพืชที่ข้าได้มาจาก ‘อาณาจักรคนแคระ’ ระหว่างที่ออกพเนจรท่องสมุทร คนที่นั่นเรียกมันว่ามะเขือเปรี้ยว รสชาติออกเปรี้ยวเล็กน้อย จะกินสดๆ หรือจะนำไปผัด ไปต้มน้ำแกง หรือทำเป็นเครื่องปรุงก็ล้วนเลิศรส ช่วยให้เจริญอาหารยิ่งนัก ปลูกในฤดูใบไม้ผลิและเก็บเกี่ยวในฤดูร้อน แม้มันจะไม่ใช่ของวิเศษเลิศเลออันใด แต่ผลผลิตของมันดีมาก ทั้งยังทนทานต่อสภาพแวดล้อมยิ่งนัก หากท่านผู้เฒ่าชอบใจ ก็เพียงแค่เก็บเมล็ดของมันไปโรยไว้ตามที่รกร้างที่ใดก็ได้ ไม่ต้องดูแลเอาใจใส่มันมาก ไว้มันโตขึ้นเมื่อไร ท่านก็จะมีผลมะเขือเปรี้ยวไว้กินในทุกๆ วัน ถือเสียว่าเป็นการเพิ่มรสชาติให้สำรับอาหาร และบางทีอาจจะนำไปขายแลกเป็นเงินทองไว้ใช้สอยได้”
“นี่มัน…”
ชายชราถึงกับตกตะลึง
เขาได้แต่ก้มมองเถาวัลย์ที่เพิ่งงอกเงยขึ้นมาข้างทาง และมองผลไม้ผิวเย็นเยียบอย่างไม่อยากเชื่อสายตาว่าเป็นของจริง ยามนี้เขาพูดอะไรไม่ออก ทราบเพียงว่าวันนี้ตนได้พบกับผู้บำเพ็ญเพียรมากอิทธิฤทธิ์เข้าให้แล้ว
“ขอบคุณคุณชาย”
ผ่านไปเนิ่นนานกว่าชายชราจะกล่าวขอบคุณออกมา เขาเหลือบมองหม้อดินใบเล็กของซ่งโหยวที่กำลังส่งควันพวยพุ่ง แล้วจึงเอ่ยว่า “คุณชายเป็นผู้วิเศษโดยแท้ แต่จะว่าไป วันนี้ก็เป็นวันบวงสรวงองค์เทพประ