อบกับเพื่อนร่วมอาชีพต่างก็บอกว่าพวกเราควรสืบถามให้แน่ชัด จึงได้ตัดสินใจเดินทางมายังอำเภอหลานอันเพื่อถามใต้เท้าดู”
“ท่านเซียนผู้สูงส่งท่านนั้น มีลักษณะเป็นเช่นไร”
“รูปลักษณ์ยังเยาว์วัย สวมชุดนักพรต ท่วงท่าสูงส่งราวอยู่เหนือโลกียะ” เจ้าของเรือเอ่ย “ท่านเซียนเลี้ยงแมวสามสีไว้ตัวหนึ่ง ยามพบกันครั้งแรกยังเห็นศิษย์น้อยในชุดสามสี และยังมีนกนางแอ่นอีกตัวหนึ่งด้วย”
“…”
ผู้พิพากษาหลู่นิ่งไปในทันที ทว่าดวงตากลับเบิกกว้าง “ท่านบอกว่าท่านเซียนผู้สูงส่งท่านนั้น ฟาดดาบลงมาเพียงคราเดียวก็ผ่าคลื่นสูงได้ เพียงเอ่ยปาก หมอกหนากลางทะเลก็สลายไปจนเห็นดวงตะวันอย่างนั้นหรือ”
“ใต้เท้าเคยพบผู้สูงส่งท่านนี้หรือ”
“ไม่ใช่เพียงแค่เคยพบ…”
“โอ้”
เจ้าของเรือพลันเผยสีหน้ายินดี “เช่นนั้นใต้เท้าต้องทราบแน่ว่าท่านเซียนผู้นั้นบำเพ็ญตนอยู่ที่ใด”
“ย่อมทราบดี”
หลังจากผู้พิพากษาหลู่หายจากอาการตะลึง เขาก็ไม่ได้ปิดบังสิ่งใด
ทว่าเขาก็ลืมไปแล้วว่าอารามแห่งนั้นชื่อว่าอะไร จำได้เพียงว่าอยู่ในอำเภอหลิงเฉวียน และเคยได้ยินนักพรตท่านนั้นเอ่ยถึงเขาหยินหยาง จึงได้บอกเหล่าพ่อค้าไปตามตรง ให้พวกเขาไปตามหาในภายหลัง จากนั้นเขาก็รีบกุมมือเจ้าของเรือพลางซักถามถึงเหตุการณ์ในคืนนั้นอย่างละเอียด
ในใจเขารู้สึกเหมือนอยู่ในความฝัน
หลังจากสนทนากันอยู่นานจึงได้ส่งกลุ่มพ่อค้ากลับไป
ผู้พิพากษาหลู่อยู่ลำพังในห้อง เขายังคงเดินไปเดินมาด้วยความว้าวุ่นใจ พล