รือต่างคิดว่าชีวิตคงต้องมอดม้วยแล้ว…” เจ้าของเรือแซ่เจี่ยเบิกตากว้าง เล่าเรื่องไปด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นราวกับว่าภาพเหตุการณ์ในวันนั้นยังตราตรึงอยู่ในใจ “ทว่ากลับมีประกายดาบสายหนึ่งฟาดฟันลงมาแยกคลื่นยักษ์นั้นออกเป็นสองฝั่ง! พวกข้ามองตามประกายดาบนั้นไป ประจวบเหมาะกับจังหวะที่สายฟ้าฟาดลงมาพอดี แสงสว่างนั้นทำให้เห็นภาพเหตุการณ์ที่ฝั่งตรงข้ามอย่างชัดเจน… เห็นเพียงเรือไม้ลำน้อยลอยล่องอยู่บนผิวน้ำ บนเรือมีนักพรตและเด็กหญิงยืนอยู่”
“ไอ้หยา! นั่นต้องเป็นเทพเซียนมาโปรดแน่!”
“พวกข้าก็คิดเช่นนั้น” เจ้าของเรือกล่าวต่อ “เมื่อถึงรุ่งเช้าคลื่นลมสงบลง พวกข้าจึงเชิญท่านเซียนขึ้นเรือ ต้อนรับเขาเป็นอย่างดีพร้อมกับถามนามมาเรียบร้อย ทว่าท่านเซียนกลับไม่ยอมรับ บอกเพียงว่าตนเองเป็นนักพรตจากแคว้นอี้โจว ออกเดินเรือมาจากอำเภอหลานอันในแคว้นล่างโจวแห่งนี้”
“นักพรตจากอี้โจวหรือ”
ผู้พิพากษาหลู่พลันชะงักไป
“ถูกต้องแล้ว” เจ้าของเรือพยักหน้า “หลังจากแยกทางกับท่านเซียน พวกเราต่างรู้สึกเสียใจยิ่งนักที่ไม่ได้ถามให้ชัดเจนว่าท่านเซียนผู้สูงส่งท่านนั้นบำเพ็ญตนอยู่ที่อารามใดในอี้โจว ไม่ได้หวังจะสร้างศาลเจ้าหรือหล่อรูปเคารพให้ แต่อย่างน้อยยามที่แก่ตัวลงจนไม่อาจออกเรือได้และมีเวลาว่าง ก็อยากจะเดินทางไปยังอารามในแห่งนั้นเพื่อจุดธูปตอบแทนบุญคุณเทพเซียนที่ช่วยชีวิตไว้สักครั้ง หลังจากกลับถึงหยางโจว พวกเรายิ่งคิดก็ยิ่งเสียดาย ประก