งทะเลมาตั้งแต่สมัยก่อน ทว่าเมื่อเรื่องราวแพร่เข้าไปถึงดินแดนต้าเยี่ยน ก็ถูกเล่าขานจนผิดเพี้ยนไปมากมายหลายสำนวนขอรับ” เยี่ยซินหรงเล่าไปพายเรือไป “นิทานหลายเรื่องบอกว่ายักษากินคนและดุร้ายป่าเถื่อนยิ่งนัก ความจริงแล้วยักษาไม่ได้กินคนหรอก ปกติพวกเขากินปลาที่จับได้และสัตว์ป่าเป็นอาหาร ส่วนเรื่องนิสัยดุดันโมโหร้ายนั้นเป็นเรื่องจริง ทว่าตั้งแต่ท่านปู่ทวดได้ก่อวีรกรรมไว้ที่อาณาจักรยักษาเมื่อหลายปีก่อน พวกยักษาก็ค่อยๆ เรียนรู้วิธีการก่อไฟย่างเนื้อ รู้จักการเลี้ยงปศุสัตว์และเพาะปลูกพืชพันธุ์ ทั้งยังต้อนรับคนนอกมากยิ่งขึ้นด้วย”
“นับว่าบรรพบุรุษของท่านมีส่วนช่วยในการเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างอาณาจักรยักษาและชาวต้าเยี่ยนไม่น้อยเลยนะ” ซ่งโหยวลูบหัวแมวพลางเอ่ยทั้งรอยยิ้ม
“ไม่ใช่เป็นเพียงความดีความชอบของท่านปู่ทวดคนเดียวหรอกขอรับ แต่หลังจากยุคของเขาเป็นต้นมา อาณาจักรยักษาก็เป็นที่รู้จักกว้างขวางขึ้น ผู้คนมากหน้าหลายตาจึงเริ่มเดินทางมาที่นี่กันมากขึ้น” เยี่ยซินหรงเอ่ย “อาณาจักรยักษามีอัญมณีล้ำค่าชนิดหนึ่งที่ส่องแสงสีแดงฉานดุจโลหิตในยามค่ำคืน ใช้แทนตะเกียงได้ เพียงตบเบาๆ ลำแสงจะรวมตัวแล้วพุ่งไปตกบนพื้นเป็นวงเล็กๆ ก่อนหน้านี้พ่อค้าเดินเรือในหยางโจวและล่างโจวต่างพากันคลั่งไคล้อัญมณีชนิดนี้ บรรทุกทั้งปศุสัตว์และเครื่องปั้นดินเผาออกตามหาอาณาจักรยักษากัน เมื่อพบแล้วก็นำสินค้าไปแลกเปลี่ยน แต่น่าเสียดายที่ในภาย