ัวถูกระบายด้วยสีสันฉูดฉาด ในมือถือทวนไม้หนายิ่งกว่าลำแขนบุรุษ
“นั่นคือ ‘ยักษาตระเวนสมุทร’ ขอรับ คงจะมาเฝ้าเวรยามเพราะเห็นเรือสำเภาเมื่อเช้า หรือไม่ก็คงได้ยินเสียงพายเรือของพวกเราจึงตามเสียงมา” เยี่ยซินหรงกระซิบบอกซ่งโหยว
“เช่นนั้นก็ประจวบเหมาะพอดี” ซ่งโหยวเอ่ย “จะมาเยือนทั้งทีหากไม่บอกกล่าวเจ้าบ้านเสียหน่อยย่อมดูเสียมารยาท จะได้ไม่ต้องรอให้คนจากอาณาจักรยักษามาหาพวกเรากลางทะเลอีก”
“ท่านช่างเปี่ยมไปด้วยคุณธรรมนัก”
“รบกวนท่านช่วยเจรจากับเขาด้วย”
“ข้าจะลองสอบถามเขาก่อนว่าพวกเราสามารถขึ้นฝั่งได้หรือไม่”
เยี่ยซินหรงยังคงกระซิบกับซ่งโหยว จากนั้นจึงชูคอขึ้นตะโกนโต้ตอบเป็นภาษายักษา ทั้งสองฝ่ายเจรจากันไปมาอยู่สักพัก
ซ่งโหยวจ้องมองยักษาตนนั้นพลางพินิจพิเคราะห์ไปด้วย
นี่คือต้นแบบของ ‘วิชายักษ์กระดาษ’ ที่เขาได้พบเจอเมื่อครั้นยังอยู่อี้ตู
ไม่ใช่เพียงแค่วิชายักษ์กระดาษเท่านั้น ทว่าในทางศาสนาและตำนานพื้นบ้านมากมายต่างก็มีเรื่องราวของยักษาแทรกอยู่ ไม่ว่าจะยกย่องให้เป็นเทพผู้พิทักษ์เพราะความแข็งแกร่งดุดัน หรือจะนำนิสัยดุดันโมโหร้ายมาแต่งเติมให้กลายเป็นอสูรกายไว้ขู่เด็กๆ หรืออาจเป็นสมุนของจอมมาร แม้แต่การสร้างอาคมเป็นรูปยักษ์ เพราะอยากสร้างความเหี้ยมหาญ น่าเกรงขาม และแฝงด้วยกลิ่นอายวิชามารไปพร้อมๆ กัน”
เมื่อได้มาเห็นตัวจริงในวันนี้ ก็นับว่าได้เปิดหูเปิดตาโดยแท้
“คุณชายขอรับ…”
เยี่ยซินหรงเบนสายกลับมาด