ี้ยนอันเชิญซ่งโหยวเข้าไปในห้องโถงเรือ รีบกุลีกุจอเตรียมน้ำชาและสั่งให้คนไปทำอาหาร โดยเหลือเพียงเยี่ยซินหรงไว้คอยปรนนิบัติ
“แม่นางสามสีจะรับน้ำชาด้วยหรือไม่ขอรับ”
“นางไม่ดื่มชาหรอก รินน้ำเปล่าให้นางสักจอกก็พอ หากมีน้ำตาลก็ช่วยใส่เพิ่มให้สักนิดจะดียิ่ง”
“น้อมรับคำท่านเซียน”
“อย่าเรียกข้าว่าท่านเซียนเลย ข้าหาใช่เทพเซียนไม่ เป็นเพียงนักพรตที่พอมีวิชาอาคมติดตัวอยู่บ้างเท่านั้น” ซ่งโหยวเอ่ยพลางหันไปมองเยี่ยซินหรง “ดูจากรูปลักษณ์ของท่านแล้ว ดูไม่เหมือนชาวต้าเยี่ยนเท่าใดนัก”
“เรียน… เรียนอาจารย์เซียน…”
“เรียกข้าว่าคุณชายหรือนักพรตก็ได้”
“เรียนคุณชาย ข้าเป็นชาวต้าเยี่ยนขอรับ เพียงแต่สายเลือดมิบริสุทธิ์นัก บรรพบุรุษฝ่ายหญิงท่านหนึ่งเป็นเผ่ายักษาสมุทรขอรับ” เยี่ยซินหรงตอบ
“โอ้”
ซ่งโหยวเริ่มเกิดความสนใจขึ้นมา
แม้เยี่ยซินหรงจะมีรูปร่างสูงใหญ่ทรงพลังและใบหน้าดุดันจนทำให้เด็กทารกหยุดร้องไห้ด้วยความหวาดกลัวได้ ทว่ายามนี้เขากลับค้อมกายอยู่อย่างนอบน้อมยิ่ง เมื่อเห็นว่าซ่งโหยวสนใจ เขาจึงรีบเล่าต่อ
“ท่านปู่ทวดของข้าเคยพลัดหลงไปถึงอาณาจักรยักษาโพ้นทะเล และได้แต่งงานกับนางยักษาที่นั่นจนให้กำเนิดบุตรหลานสืบต่อมาขอรับ”
“ข้านั้นชอบฟังเรื่องราวเหล่านั้นที่สุดเลย” ซ่งโหยวกล่าวกับเขา “พอจะเล่ารายละเอียดให้ฟังมากกว่านี้ได้หรือไม่”
“เรื่องนี้…”
เยี่ยซินหรงเกาหัวด้วยความขัดเขิน
กลับเป็นเถ้าแก่เจี่ยที่ส่งถ้วยชาให