้ซ่งโหยวพลางเอ่ยเร่งเร้าให้เขาถอนความลับออกมาเล่าโดยเร็ว
เยี่ยซินหรงจึงค่อยๆ เล่าออกมาอย่างช้าๆ
“คุณชายอาจยังไม่ทราบ ท่านปู่ทวดของข้าเดิมทีเป็นพ่อค้าเรือสำเภา มีคราวหนึ่งออกเรือไปค้าขายยังอาณาจักรแขนยาว ระหว่างทางประสบพายุคลั่งจนตกทะเลไป ลอยคออยู่หนึ่งวันเต็มๆ จนไปติดเกาะเล็กๆ แห่งหนึ่ง บนเกาะนั้นเต็มไปด้วยพวกยักษาดุร้าย ร่างสูงใหญ่หนึ่งจั้ง ใบหน้าเขียวมีเขี้ยวโง้ง ดูมีนิสัยโหดเหี้ยม เมื่อล่าสัตว์ได้ก็นำกะโหลกมาเสียบไม้ปักไว้ตามพื้นดิน ราวกับพวกคนป่าเถื่อน”
“ท่านปู่ทวดเห็นดังนั้นก็รู้ทันทีว่าตนคงมาถึงอาณาจักรยักษาตามคำเล่าขานเสียแล้ว จึงรีบหาถ้ำลับตาไว้ซ่อนตัว”
“ทว่าเขากลับนึกไม่ถึงว่า ในถ้ำนั้นกลับเป็นที่อยู่อาศัยของนางยักษาตนหนึ่ง”
“ท่านปู่ทวดของข้าจึงถูกจับตัวได้ในทันที”
“แต่ก็นับว่าโชคดียิ่งนัก นางยักษาตนนั้นเห็นว่าเขามีหน้าตาหล่อเหลาจึงไม่จับกิน แต่กลับมัดเขาไว้แล้วเลี้ยงดูอยู่ภายในถ้ำ คอยส่งเนื้อสดให้กินทุกวัน นานวันเข้าทั้งสองกลับเกิดความผูกพันกันขึ้นมา นางยักษาสอนท่านปู่ทวดพูดภาษายักษา ส่วนท่านปู่ทวดก็สอนให้นางรู้จักการก่อไฟและการย่างเนื้อให้สุก จนในที่สุดวิชานี้ก็แพร่หลายไปทั่วทั้งอาณาจักรยักษาขอรับ”
ซ่งโหยวได้ฟังดังนั้นก็อดประหลาดใจมิได้ “เห็นว่าเขามีหน้าตาหล่อเหลางั้นหรือ”
“ได้ยินมาว่าเช่นนั้นขอรับ…”
เยี่ยซินหรงเกาหัวอีกครา
ซ่งโหยวหัวเราะเบาๆ ยกชาขึ้นจิบ “เชิญเล่าต่อเถิด