้าสู่ชายทะเล
เมื่อมองจากบนเขาจะเห็นทะเลเป็นเพียงเส้นสายลางๆ ทว่าเมื่อต้องเดินเท้าจริงๆ กลับต้องใช้เวลาร่วมหนึ่งชั่วยามกว่าจะถึงหมู่บ้านชาวประมงที่ค่อนข้างคึกคักแห่งหนึ่ง
“ภาษาถิ่นเรียกหมู่บ้านนี้ว่า ‘ก้งเอ๋อร์ตัว’ หลังจากใต้เท้าหลู่มาประจำการที่นี่ก็นายอำเภอมาถึงที่นี่ ก็ตั้งชื่อให้ใหม่ว่า ‘หมู่บ้านเรือ’ และให้ผู้ที่ต้องการซื้อขายเรือมาตกลงกันที่นี่ ยามนี้ที่นี่จึงมีแต่คนต่อเรือและคนขายเรือ ส่วนหมู่บ้านข้างๆ นั้นจะเป็นแหล่งขายอาหารทะเล” เสมียนท้องถิ่นชี้ไปทางด้านหน้า “มีคนของทางการคอยประจำอยู่ที่นี่ ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกโกง”
“ท่านหลู่ช่างเก่งกาจนัก”
“ข้าจะพาท่านไปเอง”
ซ่งโหยวจึงเดินตามเขาไปสำรวจรอบหนึ่ง
ที่นี่มีเรือวางขายอยู่มากมาย แม้มิได้หรูหราอลังการเหมือนดั่งตำนานแถบโพ้นทะเลแคว้นหยางโจว ทว่าก็มีเรือหลากขนาดให้เลือกสรร แต่ที่มากที่สุดย่อมหนีไม่พ้นเรือประมงขนาดเล็กที่ชาวบ้านใช้สอยกันทั่วไป
เสมียนช่วยซ่งโหยวเลือกเรือไม้เก่าสภาพแข็งแรงทนทานลำหนึ่ง ยาวประมาณหนึ่งจั้งกว่าๆ กว้างราวสี่ฉื่อ ในราคาประมูลสามเหลี่ยงหกเหวิน
เมื่อร่างสัญญา ประทับลายนิ้วมือ และชำระภาษีเรียบร้อย การซื้อขายก็เสร็จสมบูรณ์ และได้รับการคุ้มครองจากทางการ
“ขอบคุณท่านมาก”
ซ่งโหยวหยิบก้อนเงินมูลค่าเกือบหนึ่งเหลี่ยงให้เสมียนด้วยกิริยานอบน้อม ถือเป็นค่าเหนื่อยสำหรับที่อุตส่าห์ดั้นด้นนำทางมา
ไม่ใช่เรื่องผิดครรลองครองธรรมอ