ันใด
ในยุคสมัยเช่นนี้ การที่เสมียนอำนวยความสะดวกให้เพราะมีความรู้ความชำนาญนอกเหนือหน้าที่ราชการ และได้รับค่าตอบแทนกลับมาเล็กน้อย นับเป็นเรื่องที่พบเห็นได้ทั่วไป และเป็นหนึ่งในที่มารายได้ของพวกเขาด้วย
เสมียนรับเงินไปแล้วกล่าวขอบคุณ ทั้งยังช่วยสอนวิธีการพายเรือเบื้องต้นให้แก่ซ่งโหยว จากนั้นจึงยืนส่งอยู่ที่ริมฝั่ง เมื่อเห็นว่านักพรตเริ่มพายเรือออกไปได้แล้ว จึงกล่าวทิ้งท้ายไว้ “คลื่นลมในทะเลรุนแรงนัก เรือท่านเล็กถึงเพียงนี้ ต้องคอยสังเกตดินฟ้าอากาศให้ดี หากฟ้าเปลี่ยนสีต้องรีบกลับเข้าฝั่ง มิเช่นนั้นเรืออาจจะจมได้”
กล่าวจบเขาก็อำลาซ่งโหยว แล้วเดินทางกลับเข้าตัวอำเภอไป
ยามนี้ดวงตะวันค่อยๆ ลับขอบฟ้าไปทีละน้อย
ดวงตะวันที่สุดขอบฟ้าทั้งใหญ่และกลมมน รัศมีสีเหลืองทองทอแสงจับผิวน้ำเป็นประกายระยิบระยับ ชาวประมงพากันพายเทียบเรือกับฝั่งกลับคืนสู่เรือนนอนของตน
ทว่าซ่งโหยวยังคงลอยลำอยู่กลางนที คลื่นทะเลซัดเข้าหาฝั่งระลอกแล้วระลอกเล่าราวกับจะพยายามผลักเรือกลับเข้าฝั่ง ทันใดนั้นเขาก็เอ่ยขึ้นกับแม่นางสามสี
“พวกเรามีเรือเป็นของตนเองแล้วนะ”
เจ้าแมวหันมาตามทิศทางของเสียง ก่อนจะปรายตาไปมองรอบๆ แล้วกล่าวขึ้นบ้าง
“เงินสามตำลึงหกสลึง…”
“แต่การมีเรือทำให้พวกเราออกทะเลได้ สามารถตกปลา ตกหมึกกล้วย ตกหมึกยักษ์ แม่นางสามสีมิคิดว่าน่าสนุกหรอกหรือ ล้วนเป็นของโปรดของเจ้าทั้งนั้นเลยนะ”
“น่าสนุก”
“นั่นอย่างไรเล่า”
“สามเห