ม่ทันเข้าสู่ตัวอำเภอ แม่นางสามสีก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง
ยามนี้แสงแดดแผดแสงสว่างจ้าจนนัยน์ตาพร่ามัว ดินบนถนนแห้งผาก สายลพลันพัดเอาเม็ดทรายสีเหลืองอร่ามมา นักพรตยันไม้เท้าไผ่ก้าวขึ้นสู่เนินเขา ฝุ่นผงเปรอะไปทั่วรองเท้า ขากางเกง และชายเสื้อคลุมของเขา ละอองฝุ่งตามพื้นม้วนตลบขึ้นมาทุกครั้งที่เหยียบย่ำลงไป แมวสามสีก็คอยเดินย่องรักษาระยะห่างจากเขาเล็กน้อย ไม่ให้ฝุ่นผงพัดเขาตาตนเอง
สายลมที่พัดมานั้นแฝงไปด้วยไอความร้อน ราวกับจะลวกผิวคนให้สุก
แม่นางสามสีก้าวขึ้นสู่ยอดเนิน ยืดคอขึ้นท้าลมพลางทอดสายตามองไปไกลแสนไกล ท่วงท่าของนางสง่างามผึ่งผาย แต่จมูกกลับย่นลงเสียอย่างนั้น
“ลมที่นี่มีกลิ่นแปลกๆ”
“ลมทะเลน่ะ”
“ลมทะเลหรือ”
“ใช่แล้ว”
ซ่งโหยวใช้ไม้เท้าพยุงกายพลางทอดสายตามองออกไปยังที่ไกลเช่นกัน
มองเห็นแถบสีครามทอดตัวเป็นแนวยาวอยู่ไกลโพ้น
“นั่นคือทะเล”
“ทะเล!”
“เป็นทะเลสาบที่มีขนาดใหญ่มาก และน้ำในนั้นจะมีรสเค็ม”
“ใหญ่มากๆ เชียวหรือ”
“อาจจะกว้างใหญ่กว่าผืนดินที่พวกเราเคยพเนจรผ่านมาเสียอีก”
“ใหญ่โตถึงเพียงนั้นเชียว…”
“ใช่แล้ว”
“ถ้าตกลงไปจะจมน้ำตายไหม”
“อย่าร่วงลงไปก็แล้วกัน”
“อ้อ…”
แม่นางสามสีทอดสายตามองไกลออกไปตามเขา แววตาเปล่งประกายประดุจอำพันสะท้อนภาพเส้นสีครามออกมา ทันใดนั้นนางก็เอ่ยปากขึ้น “ถ้าน้ำในนั้นมีรสเค็ม ตอนทำอาหารก็ไม่ต้องใช้เกลือแล้วน่ะสิ ไหนๆ เกลือก็มีราคาแพง…”
“ไม่ได้หรอก”
“ทำไม